กำจัดความตระหนี่เสีย แล้วให้ทานเถิด
เพราะบุญ ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตวโลกทั้งหลาย ในโลกหน้า
ชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมีความทุกข์เป็นพื้นฐาน เพราะต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น ตั้งแต่วันแรกเกิด จนกระทั่งถึงวันหลับตาลาโลก หากเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต เราจะได้แสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ด้วยการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ หลุดพ้นจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ว่า
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทิน กำจัดความตระหนี่เสีย แล้วให้ทานเถิด เพราะบุญ ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตวโลกทั้งหลายในโลกหน้า"
ความตระหนี่เป็นภัยในวัฏสงสาร เป็นมลทินของใจ ทำให้ใจมืดบอด คับแคบ สละไม่ออก หวงแหนทรัพย์ไว้เพราะกลัวทรัพย์จะหมดไป บางคนนอกจากตนเองจะตระหนี่แล้ว ยังชักชวนคนอื่นให้ตระหนี่ตามอีกด้วย คนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้ แต่บุญจากการให้ทาน จะนำพาสัตวโลกไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้
*พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล่าให้แก่ภิกษุทั้งหลายฟังว่า สมัยที่พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ เกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ตลอดชีวิตได้สร้างทานบารมีโดยตั้งโรงทานขึ้น ๖ แห่ง และบริจาคทรัพย์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ทั้งยังสั่งสอนลูกหลานว่า
ส่วนบุตรของปัญจสิขะชื่อว่า มัจฉริยโกสิยเศรษฐี เป็นคนตระหนี่ มีความเห็นผิดว่า "บรรพบุรุษของเราไม่รู้จักรักษาทรัพย์ เราจะเก็บทรัพย์ ๘๐ โกฏิไว้อย่างดี จะไม่ให้ทานแก่ใคร" เขาสั่งให้รื้อโรงทานทั้ง ๖ แห่ง ส่วนตนบริโภคข้าวปลายเกรียนปนกับรำ พลอยทำให้บุตรและภรรยาได้รับความลำบากไปด้วย
วันหนึ่ง เขาไปบ้านของเพื่อนเศรษฐีด้วยกัน ขณะนั้นเพื่อนกำลังบริโภคข้าวปายาสรสเลิศมีกลิ่นหอม และเพื่อนได้เชื้อเชิญเขาให้ร่วมบริโภคด้วย เขาเห็นแล้วเกิดความอยาก แต่คิดว่าถ้าเราบริโภค เราก็ต้องเลี้ยงตอบแทนในเวลาที่เพื่อนไปเยี่ยมเราที่บ้าน ดังนั้นด้วยเกรงว่าจะสิ้นเปลืองทรัพย์ในภายหลัง เขาจึงไม่บริโภค ได้แต่อดกลั้นความอยากด้วยความเสียดายทรัพย์
เมื่อเขากลับถึงบ้านก็เป็นทุกข์หนัก เพราะอยากบริโภคข้าวปายาส แต่ไม่ยอมบอกใคร จนร่างกายซูบผอมเพราะกลัวจะเสียทรัพย์ ครั้นถูกภรรยารบเร้าถามบ่อยเข้า จึงยอมบอกความจริง
ภรรยาจึงกล่าวว่า "โธ่เอ๋ย ท่านเป็นเศรษฐี มีทรัพย์ตั้ง ๘๐ โกฏิ แค่ข้าวปายาสแค่นี้มันเรื่องเล็ก จะหุงเลี้ยงคนทั้งเมืองยังได้เลย"
ขณะนั้น พระอินทร์โพธิสัตว์ทรงตรวจดูว่า บุตรหลานผู้สืบสกุลได้ประพฤติตามประเพณีที่สั่งไว้หรือไม่ เมื่อเห็นเศรษฐีกำลังทำลายประเพณีการให้ทานของตระกูล จึงดำริที่จะให้สติแก่เศรษฐี ทรงรับสั่งให้เทพบุตรผู้เป็นลูกหลานไปช่วยกันตักเตือน โดยให้แปลงเป็นพราหมณ์ เข้าไปขอข้าวปายาสทีละคน
พระอินทร์เข้าไปหาเศรษฐีก่อนและถามว่า "ท่านกำลังหุงข้าวปายาสอยู่หรือ คงจะนิมนต์พราหมณ์มาฉันที่นี่หลายรูป ท่านไม่นิมนต์เราบ้างหรือ"
เศรษฐีฟังถ้อยคำอันไพเราะก็เกิดความพอใจ จึงบอกให้พราหมณ์นั่งลงก่อน เมื่อข้าวปายาสสุกแล้ว จะแบ่งให้หน่อยหนึ่ง สักครู่จันทเทพบุตรก็เข้าไปขอ เศรษฐีก็ปฏิเสธอีก เทพบุตรจึงกล่าวคำที่น่าฟังว่า "บุคคลเมื่อแขกนั่งรออยู่ จะบริโภคคนเดียวนั้นไม่ควร การบริโภคร่วมกันจึงจะมีความสุข"
จากนั้นมาตลีเทพบุตรก็มา และกล่าวว่า "ผู้ใดทำการบูชาย่อมได้อานิสงส์ ดังนั้นควรให้ทานด้วยและบริโภคด้วย"
เมื่อข้าวสุก เศรษฐีจึงบอกให้พราหมณ์เอาใบไม้มาคนละใบ พราหมณ์ยื่นใบไม้ให้เศรษฐี ท่านเศรษฐีเห็นแล้วก็ตกใจ เพราะใบไม้ใหญ่ราวกับหลังคาบ้าน เศรษฐีจึงให้ไปเอาใบไม้ที่เล็กกว่านี้มา พราหมณ์ทั้งห้าจึงเอาใบไม้มาใหม่ แต่ละใบใหญ่เท่ากับกะละมัง เศรษฐีเห็นแล้วอ่อนใจ จึงตักข้าวให้พราหมณ์เพียงคนละทัพพี
ก่อนจะลงมือบริโภค ปัญจสิขเทพบุตรได้แปลงเป็นสุนัข ไปยืนถ่ายปัสสาวะอยู่ใกล้ๆ น้ำปัสสาวะกระเซ็นถูกมือของเศรษฐี เศรษฐีขอร้องพราหมณ์ให้ช่วยเฝ้าดูหม้อข้าว ส่วนตนไปล้างมือที่แม่น้ำ เมื่อกลับมาเห็นสุนัขกำลังถ่ายปัสสาวะลงในหม้อข้าว เขาจึงโกรธและคว้าท่อนไม้ไล่ตีสุนัข แต่สุนัขกลับตัวใหญ่ขึ้นขนาดเท่าม้าวิ่งไล่ท่านเศรษฐี เศรษฐีจึงวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกพราหมณ์
พราหมณ์เหล่านั้นก็เหาะขึ้นไปบนอากาศ แปลงร่างกลับคืนเป็นเทพบุตร เศรษฐีเห็นอิทธิฤทธิ์ของพราหมณ์ จึงถามว่าพวกท่านเป็นใคร พระอินทร์และเหล่าเทพบุตรบอกความจริงว่า พวกตนเป็นบรรพบุรุษของเศรษฐี และเหตุที่ได้เป็นเทพบุตรก็เพราะการบำเพ็ญทาน ไม่ประมาทในการกุศล และให้โอวาทเศรษฐีว่า "จงรักษาประเพณีการให้ทานต่อไป อย่าได้ตระหนี่หวงแหนทรัพย์ เพราะคนตระหนี่ย่อมตกนรก"
เศรษฐีฟังดังนั้น จึงได้สติ มีใจร่าเริงยินดีในการให้ทาน ตั้งใจมั่นที่จะเลิกตระหนี่ตลอดไป เมื่อกลับถึงบ้าน จึงสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกแจกจ่ายเป็นทาน ออกบรรพชาเป็นดาบส ได้พบสุขอันเกิดจากวิเวก ซึ่งเป็นสุขยิ่งกว่าการเป็นมหาเศรษฐี ท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่า จนกระทั่งหมดอายุขัย ไปบังเกิดเป็นโกสิยเทพบุตรในสุคติโลกสวรรค์
เราจะเห็นว่า นักสร้างบารมีในกาลก่อน ท่านทุ่มเทสร้าง บารมีด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ยอมให้ความตระหนี่ ซึ่งเป็นมลทินของใจเกิดขึ้น ในใจมีแต่บุญบริสุทธิ์ล้วนๆ ดังนั้นเราควรประพฤติปฏิบัติตาม เพื่อให้ชีวิตเข้าถึงความสุขอันสมบูรณ์ที่สุด ชีวิตของเราจะได้เป็นชีวิตที่ปลอดภัยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ได้เวียนวนสร้างบารมีใน ๒ ภพภูมิ คือได้สวรรค์สมบัติและมนุษย์สมบัติ จนกว่าชาติสุดท้าย เราจะได้นิพพานสมบัติกันทุกคน















