ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้
การเดินทางไกลในสังสารวัฏนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเสบียงติดตัวไป เพื่อจะได้นำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีความสมบูรณ์เพียบพร้อม ทำให้สามารถสร้างบารมีได้มากยิ่งกว่าในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างบารมีเพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์เข้าสู่อายตนนิพพานด้วยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีบุญใหญ่ไว้เป็นเสบียงหล่อเลี้ยงตนเองและหมู่คณะ ซึ่งบุญที่เราสั่งสมไว้นั้นจะกลั่นกลายเป็นดวงบุญติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา คอยส่งผลให้เป็นผู้ถึงพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ทำให้สร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบายยิ่งๆ ขึ้นไป ดังนั้นการสั่งสมบุญจึงเป็น เรื่องหลักของนักสร้างบารมี ผู้มีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า
บุญกุศลที่เกิดจากการให้ทานนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดและเป็นสิ่งสำคัญที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะหนทางไปสู่อายตนนิพพานจะต้องมีทานบารมีเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เพราะจะทำให้การสั่งสมบุญด้านอื่นๆ ได้รับความสะดวกสบายตามไปด้วย ถ้าหากเราไม่มีโภคทรัพย์สมบัติมากแล้ว เมื่อถึงคราวจะรักษาศีล หรือปลีกเวลามานั่งสมาธิเจริญภาวนา จะทำได้ยากลำบาก ทำได้ก็ไม่ดีเท่าที่ใจปรารถนา ดังนั้นคนมีปัญญาจึงต้องหมั่นให้ทานบ่อยๆ
จุลกาลเห็นว่า ไม่น่าจะต้องรีบทำอย่างนั้น รอให้รวงข้าวสุกเสียก่อน จึงค่อยถวายทานทีเดียวเลย แม้น้องชายจะคัดค้านอย่างไร แต่มหากาลก็ไม่ได้สนใจ ท่านคิดว่าขณะที่กำลังมีศรัทธานี้ ต้องรีบให้ทาน เพราะไม่อยากให้พลาดโอกาสที่จะได้บุญใหญ่ ดังนั้นท่านจึงขอแบ่งผลผลิตในส่วนของตนออกมา และให้คนงานช่วยกันผ่าท้องรวงข้าวสาลี นำมาทำเป็นข้าวยาคูผสมกับน้ำนม ถวายแด่พระสัมมาพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ด้วยความปลื้มปีติเบิกบานใจ
ในฤดูการทำนาในครั้งนั้น มหากาลได้ถวายทานรวมทั้งสิ้นถึง ๙ ครั้ง ทั้งในเวลาทำข้าวเม่า ช่วงเกี่ยวข้าว นวดข้าว จนกระทั่งขนข้าวขึ้นยุ้งฉาง ตลอดฤดูทำนาครั้งนั้น ท่านรู้สึกเต็มอิ่มใจชุ่มอยู่ในบุญ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว จึงได้ไปบังเกิดในสวรรค์ เสวยสุขอยู่ในเทวโลก พรั่งพร้อมไปด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ทุกอย่าง เมื่อลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท ได้สั่งสมบุญกุศลเรื่อยมา และเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๒ ภพภูมิเท่านั้น
มาถึงสมัยพระพุทธเจ้าของเรา ท่านมาเกิดในตระกูลของพราหมณ์มหาศาลมีชื่อว่า โกณฑัญญะ ได้รับการถ่ายทอดศิลปวิทยาจากบิดา จนเชี่ยวชาญในการดูลักษณะมหาบุรุษ หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๕ วัน ท่านได้รับคัดเลือกให้เป็น ๑ ในพราหมณ์ ๑๐๘ ท่าน ที่ได้รับเชิญให้ไปรับประทานอาหารในพระราชวัง
นอกจากนี้ท่านยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๘ ของพราหมณ์ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการทำนายลักษณะ พราหมณ์ ๗ ท่านตรวจดูลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว ต่างทำนายว่า "ถ้าพระราชกุมารนี้อยู่เสวยราชสมบัติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ถ้าเสด็จออกบวช จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาเอกของโลก"
ฝ่ายโกณฑัญญะพราหมณ์หนุ่ม ตรวจดูพระลักษณะโดยละเอียดแล้ว ท่านยกนิ้วชูขึ้นนิ้วเดียว พลางทำนายว่า
เราจะเห็นได้ว่า ความปรารถนาต่างๆ จะสัมฤทธิผลขึ้นมาได้นั้น ล้วนเกิดจากการประกอบเหตุไว้ดีแล้วทั้งสิ้น ใครปรารถนาผลอย่างไร ก็ประกอบเหตุอย่างนั้น เมื่อเรามีจิตศรัทธาปรารถนาที่จะสั่งสมบุญ และลงมือกระทำทันทีโดยไม่รอช้า เวลาบุญส่งผลย่อมได้รับอานิสงส์ก่อนใคร เช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะ ที่นำมาแสดงในครั้งนี้















