คนเราจึงให้ทานใครไม่ได้
ดังนั้น ผู้มีปัญญาเมื่อต้องการบุญ พึงให้ทานเถิด
เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีสิ่งที่จะต้องศึกษาควบคู่กันไปอยู่ ๒ ประการ คือ การศึกษาวิชาความรู้ในทางโลก และการศึกษาวิชชาในทางธรรม การศึกษาความรู้ทางโลก มีเป้าหมาย เพื่อให้เรารู้จักวิธีการแสวงหาปัจจัยสี่มาเลี้ยงตน ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนการศึกษาความรู้ในทางธรรม มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งแห่งความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นความรู้เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงและให้เข้าถึงความสุขอันแท้จริงที่มีอยู่ภายในตน
คนหวงแหนทรัพย์ ไม่อาจจะให้ทานได้ เพราะมีความตระหนี่อยู่ในใจ คิดว่าทรัพย์นั้นหามาได้โดยยาก จึงอยากจะเก็บเอาไว้และลุ่มหลงมัวเมาประมาทในชีวิต ส่วนผู้รู้ เห็นว่าบุญเท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง และก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงสละทรัพย์ออกให้ทาน สละความตระหนี่ ไม่ประมาทในชีวิต เร่งสร้างบุญสร้างบารมีติดตัวไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จนกว่าชีวิตจะหาไม่
*ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลเศรษฐีมีโภคทรัพย์สมบัติมาก วันหนึ่งท่านมาพิจารณาว่า แม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล แต่เมื่อถึงคราวละโลกก็ไม่อาจนำทรัพย์ติดตัวไปได้ วิธีที่จะนำทรัพย์ติดตัวไปได้นั้นมีอยู่ทางเดียว คือการสละทรัพย์ออกให้ทาน ดังนั้นท่านจึงสร้างโรงทาน บำเพ็ญมหาทานบารมีทุกวันจนตลอดชีวิต ทั้งยังสั่งสอนลูกหลาน ว่า ให้รักษาประเพณีการให้ทานของตระกูลไว้ด้วย หลังจากที่ท่านหมดอายุขัยแล้ว ได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์นั่นเอง
ต่อมา ผู้สืบสกุลในรุ่นหลังๆ เป็นผู้ไม่มีศรัทธามีความเห็นผิด ไม่ยินดีในการให้ทาน เพราะถูกความตระหนี่ครอบงำจิตใจ จึงสั่งให้เผาโรงทาน และให้โบยตีขับไล่พวกยาจกออกไป พระอินทร์ทรงตรวจดูตระกูลของพระองค์ในมนุษยโลก เห็นคนรุ่นหลังคือ พิลารโกสิยเศรษฐีกำลังทำลายการให้ทานของตระกูลจึงปรารถนาจะอนุเคราะห์
ในขณะนั้นท่านเศรษฐีเดินทางกลับจากการไปเข้าเฝ้าพระราชา พระอินทร์จึงรับสั่งให้เทพบุตร ๔ องค์ แปลงเป็นพราหมณ์แม้พระองค์ก็แปลงเป็นพราหมณ์เข้าไปหาเศรษฐีเพื่อขอรับภัตตาหาร เศรษฐีบอกว่า ที่นี่ไม่มีภัตตาหารให้ไปหาที่อื่น พระอินทร์จึงตรัสให้ได้คิดว่า
เศรษฐีพอใจจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ก็มา เมื่อจะขอภัตตาหารจึงกล่าวว่า "การให้ทาน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะต้องเอาชนะความตระหนี่ก่อนแล้วจึงจะให้ทานได้ อสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ให้ทานตามที่สัตบุรุษทำแล้ว เพราะธรรมของสัตบุรุษอันผู้อื่นรู้ได้ยาก เพราะฉะนั้นการไปจากโลกนี้ของสัตบุรุษ กับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไป สู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมไปสู่สวรรค์"
เศรษฐีจึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน จากนั้นเทพบุตรอีกองค์ก็เข้าไปขอภัตตาหาร โดยกล่าวว่า
"พราหมณ์ผู้แสวงหาอาหารด้วยความบริสุทธิ์ชื่อว่าได้ประพฤติธรรม บุคคลผู้เลี้ยงดูบุตรและภรรยา เมื่อมีไทยธรรมน้อยก็ควรเฉลี่ยแบ่งปันให้แก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่า ผู้ประพฤติธรรม แม้บุคคลจะฆ่าสัตว์จำนวนนับพันเพื่อบูชายัญ แต่การกระทำนั้น ก็ไม่ถึงส่วนเสี้ยวแห่งผลของทาน ที่คนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบธรรมให้อยู่"
เศรษฐีฟังวาจาสุภาษิตของพราหมณ์ จึงให้เข้าไปนั่งรอในบ้าน และเรียกคนรับใช้ให้ไปนำข้าวลีบมาให้พราหมณ์คนละทะนานแต่พราหมณ์ไม่รับ เศรษฐีจึงให้ไปนำข้าวสารมาให้พราหมณ์ พราหมณ์ก็ไม่รับ เศรษฐีจึงให้ข้าวสุกสำหรับโคกินแก่พราหมณ์
พราหมณ์ทั้งห้าจึงปั้นข้าวเป็นคำๆ ใส่ปากแกล้งทำเป็นข้าวติดคอแล้วทำเป็นเหมือนคนชักตาย เศรษฐีเห็นดังนั้นกลัวคนทั้งหลายจะติเตียน จึงให้คนรับใช้ไปเอาข้าวสาลีอย่างดีมีรสเลิศมาใส่แทนข้าวสำหรับโค ตนเองออกไปเรียกชาวบ้านในละแวกนั้นมาดู กล่าวโกหกว่า "พราหมณ์เหล่านี้ไม่พิจารณาในการบริโภคข้าวจึงติดคอตาย"
พราหมณ์พระอินทร์จึงถามมหาชนว่า "พวกท่านเคยได้ยินไหมว่า ในอดีตที่เมืองนี้เคยมีมหาเศรษฐีสร้างโรงทานแล้วบำเพ็ญทานบารมีไปจนตลอดชีวิต"
เพราะฉะนั้น ความตระหนี่จึงเป็นภัยในสังสารวัฏ เป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน เมื่อใดที่ความตระหนี่เข้ามาครอบงำจิตใจ จะทำให้ใจมืดบอด ใจเสื่อมคุณภาพ จิตใจจะคับแคบสละไม่ออก ทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่น่ากลัว แม้จะเคยเป็นบัณฑิตมาก่อนก็กลายเป็นคนพาลได้ หรือแม้จะเคยเป็นคนฉลาดก็อาจกลายเป็นคนโง่เขลาได้
ถ้าสังคมของเรามีแต่คนตระหนี่ ไม่ช่วยเหลือแบ่งปันกัน โลกก็จะสับสนวุ่นวาย แต่ถ้าหากทุกคนรู้จักเสียสละแบ่งปัน ให้อภัยและมีน้ำใจต่อกัน โลกก็จะได้รับความสงบสุข เพราะฉะนั้น อย่าตระหนี่และอย่าประมาทในชีวิต เวลาในโลกมนุษย์นี้ ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง ให้รีบสั่งสมบุญบารมี อะไรที่เป็นบุญกุศลก็ให้ทุ่มเททำกันให้เต็มที่ อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรคในการสร้างบารมีของเรา ให้เข้มแข็งในการสร้างบารมีกันทุกคน













