การไปสู่อายตนนิพพานเปรียบเสมือนการเดินทางไกล จำเป็นจะต้องมีเสบียงคือบุญ เป็นเครื่องสนับสนุนให้เราได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบาย พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆ พระองค์ได้สร้างบารมี ๓๐ ทัศจนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ในที่สุดก็ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอาศัยบุญอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นบุญจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต เป็นสิ่งที่เราควรจะสั่งสมกันทุกคน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สุมนสูตร ว่า
"ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน เดินไปในอากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลกด้วยรัศมี ฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล มีศรัทธา ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลกด้วยจาคะ เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและที่ลุ่ม ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วยฐานะ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยมด้วยโภคะ ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ ในปรโลก"
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีเชื้อชาติ ศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ล้วนปรารถนาความสุข เกลียดชังความทุกข์ ความสุขที่แต่ละคนได้รับในปัจจุบันก็ไม่เท่ากัน บางคนเกิดมาในตระกูลสูง มีฐานะทางครอบครัวดี มีชีวิตเจริญรุ่งเรืองก็มีความสุขมาก แต่บางคนเกิดมาในตระกูลต่ำมีฐานะไม่มั่นคง ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ก็มีความทุกข์มาก
ทั้งนี้เป็นเพราะการประกอบเหตุในอดีต ถ้าใครสั่งสมบุญไว้มาก จะได้รับความสุขมาก ใครสั่งสมบุญมาน้อย ก็ได้รับความสุขน้อย บุญเป็นชื่อของความสุข ในพระพุทธศาสนา มีบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง โดยย่อเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ ๓ คือ การทำทาน รักษาศีล และการเจริญภาวนา
เราจะสังเกตว่าบรรพบุรุษของเราทุกยุคทุกสมัย ได้ดำเนินชีวิตตามหลักของทาน ศีลและภาวนากันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเทศไทยมีแต่ความสงบสุข ความอุดมสมบูรณ์ตลอดมา แต่ในปัจจุบันเราให้ความสนใจทางด้านวัตถุมากกว่า จนลืมพัฒนาจิตใจของตน ทำให้ประมาทในการสั่งสมบุญ
บางคนมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าบุญบาปไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จึงไม่เชื่อเรื่องบุญกุศล แต่ผู้รู้ทั้งหลาย ได้พิสูจน์แล้วว่า บุญบาปมีจริง เป็นของละเอียดที่รู้เห็นได้ด้วยธรรมกายเท่านั้น สิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งเกินกว่าวิสัยของปุถุชนจะคิดเองได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เป็นอจินไตย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ ไม่ควรคิด ผู้ใดคิด ผู้นั้นพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า ได้รับความลำบากเปล่า"
ในอจินติตสูตรกล่าวถึงอจินไตย ๔ อย่าง ได้แก่
เรื่องอจินไตยไม่สามารถรู้ได้ด้วยการคิด แต่รู้ได้ด้วยญาณทัสสนะและเห็นได้ด้วยธรรมจักษุของธรรมกาย คล้ายกับการรักษาโรคในสมัยก่อน ซึ่งแต่เดิมไม่รู้ว่าโรคต่างๆ เกิดมาจากสาเหตุอะไร เพราะเราไม่เห็นเชื้อโรคด้วยตาเปล่า ต่อมาเมื่อมีกล้องจุลทรรศน์ เราจึงมองเห็นตัวของเชื้อโรคได้ บุญและบาปก็เช่นเดียวกัน เป็นของละเอียด เรามองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แต่เห็นได้ด้วยตาของธรรมกาย
ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย จึงจะซาบซึ้งเรื่องของบุญและบาป จะเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องของกฎแห่งกรรม เพราะพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล บุคคลประกอบเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหมือนปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ปลูกงาย่อมได้งา พระ-สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรื่องผลของบุญไว้ในสุมนสูตรว่า
*ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีภิกษุ ๒ รูป เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองมีศีลที่บริสุทธิ์และมีปัญญาที่อบรมมาดีแล้วเสมอกัน รูปหนึ่งมีนิสัยชอบให้ทานเสมอ เมื่อท่านได้รับไทยธรรมจากญาติโยม มักจะแบ่งปันให้ภิกษุรูปอื่นๆ และชอบชักชวนเพื่อนภิกษุด้วยกันให้ทำทาน แต่เพื่อนอีกรูปหนึ่งไม่เห็นด้วย จึงไม่ชอบให้ทาน เพราะคิดว่า การที่เอาไทยธรรมของญาติโยมไปให้ผู้อื่นเป็นการทำลายศรัทธาของโยม และเป็นพระไม่จำเป็นต้องให้ทานเหมือนญาติโยมก็ได้ เพราะพระภิกษุดำรงอยู่ในสถานะของผู้รับ
ต่อมา เมื่อภิกษุทั้งสองรูปมรณภาพแล้ว ได้ไปบังเกิดในเทวโลก พระภิกษุที่ให้ทานเป็นประจำมีวิมานใหญ่โต มีรัศมีกายสว่างไสวมาก มีอายุ วรรณะ สุขะ ยศและอธิปไตย คือ ความเป็นใหญ่ที่เป็นทิพย์เหนือกว่าพระภิกษุที่ไม่ได้ให้ทาน ทั้งสองเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์และเทวโลกอยู่หนึ่งพุทธันดร
เมื่อมาถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านทั้งสอง ลงมาเกิดพร้อมกัน ภิกษุรูปที่ชอบให้ทานเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อประสูติได้บรรทมอยู่ในพระอู่ทองภายใต้เศวตฉัตร ส่วนอีกรูปหนึ่งเกิดเป็นลูกของนางสนม นอนอยู่ในเปลธรรมดาข้างๆ พระโอรสนั้น ด้วยเหตุที่เด็กทั้งสองเป็นผู้มีบุญมาเกิด จึงสามารถระลึกชาติได้ รู้ถึงเหตุในอดีตที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันชาตินี้
พระกุมารจึงกล่าวว่า "เพราะท่านไม่เชื่อคำชักชวนของเรา ว่าให้หมั่นบำเพ็ญทาน ท่านจึงไม่ได้สมบัติที่ประณีตเช่นเรา"
บังเอิญพระนางสุมนาซึ่งเป็นพี่สาวของพระกุมารน้อย ได้ยินคำสนทนาของทารกทั้งสอง ด้วยความแปลกใจและคิดว่าน้องชายคงเป็นผู้มีบุญมาก จึงสามารถพูดได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก และสงสัยในคำสนทนานั้นมาก จึงรีบไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
พระนางสุมนาได้ทูลถามต่อว่า "ถ้าเทวดาทั้งสองจุติจากเทวโลกมาสู่ความเป็นมนุษย์ คนทั้งสองจะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่"
พระนางสุมนาทูลถามต่อว่า "ถ้าคนทั้งสองออกบวชเป็นบรรพชิตเหมือนกัน จะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่"
พระนางสุมนาทูลถามต่อไปอีกว่า "ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัตผลเหมือนกัน จะมีความพิเศษแตกต่างกันหรือไม่"
พระนางสุมนาฟังแล้วเกิดความปีติท่วมท้น ได้อุทานว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ สมควรแล้วที่ทุกคนควรจะให้ทาน ควรจะทำบุญ เพราะบุญมีอุปการะแก่มนุษย์ แก่เทวดาและบรรพชิต"
ฉะนั้น บุญเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร จึงไม่ควรที่จะประมาทในการดำเนินชีวิต ควรหมั่นสั่งสมบุญ ด้วยการให้ทานอย่างสม่ำเสมอ รักษาศีลให้บริสุทธิ์และหมั่นเจริญภาวนา ทำใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อใจของเราหยุดนิ่งถูกส่วน กระแสบุญก็เกิดขึ้นในกลางกาย จะบันดาลให้เราสำเร็จสมปรารถนาทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรม













