พระเจ้าวิเทหราชทรงสดับคำตอบของอาจารย์เสนกะ ก็ทรงดีพระทัยยิ่งนัก ท้าวเธอจึงลองตรัสถามอาจารย์ที่เหลือตามลำดับ ครั้นแล้วก็ทรงได้รับคำตอบในทำนองเดียวกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดกราบทูลทัดทานเลย เมื่อเป็นดังนี้ ท้าวเธอก็ทรงคลายความระแวงพระทัย และทรงปักพระทัยมั่นที่จะเสด็จไปปัญจาลนครตามคำทูลเชิญของพระเจ้าจุลนี
มโหสถบัณฑิตจึงได้เรียกเหล่าทหารผู้เป็นสหายบริวารที่เป็นสหชาติทันที แล้วแจ้งแผนการที่จะทำลายพิธีดื่มชัยบานของพระเจ้าจุลนีว่า “สหาย ทั้งหลาย ที่เราต้องเรียกพวกท่านมาประชุมพร้อมกันในครั้งนี้ ก็เพราะมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุก ๆ คนช่วยกันทำให้สำเร็จ”
ฝ่ายมโหสถบัณฑิตเมื่อได้รับข่าวจากทูตทหารเหล่านั้น จึงส่งข่าวตอบไปว่า “ขอ ท่านทั้งหลายอย่าได้วิตกกังวลไปเลย บัดนี้เราได้เตรียมการป้องกันพระนครไว้แล้วด้วยความไม่ประมาท ว่าแต่พวกท่าน เมื่อจะทำการใดๆก็จงระแวดระวังให้ดี อย่าให้ถูกจับได้ และจงอย่าประมาท เป็นเหตุให้เสียการ”
นอกจากนั้น วันนี้ก็ยังเป็นวันที่แสนจะโชคดีของชาวโคราช เนื่องด้วย พระเดชพระคุณพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) ซึ่งถึงแม้ว่าท่านจะอาพาธ แต่ท่านก็ยังเมตตาให้เกียรติมาร่วมงานในครั้งนี้ พิธีกรรมเริ่มขึ้น ด้วยการกล่าวแสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยมี พลโทสุจิตร์ สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่2 และ พลตำรวจโทวราสิทธิ์ พรเลิศ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค3 เป็นตัวแทนนำกล่าว
มโหสถบัณฑิตกราบทูลว่า “จะเปิดเผยก็ได้พระพุทธเจ้าข้า แต่ต้องเลือกบุคคลที่จะเปิดเผยให้ถ่องแท้ หากว่าุบุคคลนั้น เป็นสตรีผู้มีใจคอไม่หนักแน่น ๑ เป็นผู้ที่ไม่ใช่มิตร ๑ เป็นผู้ฝักใฝ่ในอามิส คือมีความโลภในทรัพย์ ๑ เป็นผู้ที่มิใช่มิตรแต่ทำทีว่าเป็นมิตรด้วยแฝงความต้องการบางอย่าง ๑ บุคคลเหล่านี้ บัณฑิตต้องเว้นเสียเด็ดขาด ไม่ควรจะวางใจเลย
ชายคนหนึ่ง...เนื่องจากค่านิยมของชาวจีนในสมัยนั้น ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวไปเมืองจีน เพื่อไปอยู่กับปู่และย่า ตั้งแต่เล็ก ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ย่าของเขากลัวว่าเขาจะมีภัย จึงส่งตัวเขากลับเมืองไทย แต่ทว่า แม่ของเขากลับไม่เชื่อว่าเขาเป็นลูก เพราะเชื่อข่าวลือว่า ลูกชายได้ตายไปแล้วในสงคราม...เขาล้มป่วยตอนอายุมากแล้ว และได้จบชีวิตด้วยการยิงตัวตาย