อาจารย์เสนกะยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น กลับพูดต่อไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งขึ้นไปอีกว่า “เวลา นี้พวกเราน่ะ หากจะเปรียบกับวัตถุที่มีแสง ก็เป็นเพียงแสงของดวงดาว จริงอยู่เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับไป ความมืดที่ปกคลุมม่านฟ้าก็พอทำให้แสงดาวแพรวพราวได้บ้าง แต่ในเวลาที่ดวงจันทร์ทอแสงนวลขึ้น ถึงเวลานั้น ใครเล่าจะเห็นความสุกสกาวของแสงดาว...
ลูกรู้สึกเสียดาย ที่ได้รู้จักพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้ฝึกสมาธิ เอาเมื่อยามบั้นปลายของชีวิต แต่ยังนับว่าโชคดีที่ได้รู้ถึงกิจที่แท้จริงของการมาเกิด และได้รู้ก่อนที่จะต้องไปเกิด ทำให้ลูกรู้สึกไม่กลัวความตายเจ้าค่ะ ลูกอยากบอกทุกคนว่า “การฝึกนั่งสมาธิไม่ยากเลย สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีสติตลอดเวลา เอาสติข่มไว้ ถ้าคุมไม่อยู่ก็ หายหมด”
แม้ถนนจะลำบาก แต่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านเคยเดินทางมายังถนนแห่งนี้แล้ว 2ครั้งครับ ในครั้งแรกปลาย ปีพุทธศักราช 2544 และท่านได้เดินทางมาเปิดถนนพุทธวิถี ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2545 พร้อมจัดพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ที่อาศรมธรรมจาริก ต่อปล้าคี และวางศิลาฤกษ์ พระเจดีย์ไมตรีมิตรภาพ ในวันนั้นเลยครับ
นิครนถ์นาฏบุตร เจ้าลัทธิเดียรถีย์ที่ไม่ชอบใจในพระบรมศาสดา เพราะศรัทธามหาชนของตนเองห่างเหินไป จึงแต่งปัญหาข้อหนึ่งเป็นโอวัฏฏิกสาระ คือปัญหาวนเวียน ไม่มีใครสามารถแก้ได้ ปัญหานี้นิครนถ์ใช้เวลา ๔ เดือน จึงคิดออก และยุให้อภัยราชกุมารเรียนปัญหานั้นจนแตกฉาน เพื่อจะได้ส่งไปโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในที่สุดศาลาหลังนี้จึงปรากฏว่าสง่างามล้ำสมัย เปรียบได้กับสุธรรมาเทวสภาบนสรวงสวรรค์ ได้ชะลอมาสู่ภพมนุษย์ ด้วยเหตุที่มโหสถบัณฑิตได้จัดการทุกสิ่ง โดยมุ่งเพิ่มพูนทานบารมีของตนให้ยิ่งๆขึ้นไป ศาลาหลังนี้จึงได้ก่อประโยชน์แก่มหาชนเป็นอันมาก ในกาลนั้น มโหสถบัณฑิตได้รับความเคารพ นบนอบ บูชา ได้เป็นเสมือนกาลสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์น้อยๆ เสด็จอุบัติขึ้นในโลกทีเดียว
มื่อเกิดแล้ว ชีวิตต้องพบกับความแก่ ความเจ็บ สุดท้ายต้องบ่ายหน้าไปสู่ความตาย จึงไม่มัวเมาประมาทในร่างกายซึ่งมีปกติเปื่อยเน่า เป็นรังของโรค เต็มไปด้วยของปฏิกูล แล้วหมั่นสร้างคุณงามความดี แ้ล้วจะไปสู่สัมปรายภพอย่างผู้มีชัยชนะ