นักชีวะวิทยาชาวอังกฤษ จับงูอนาคอนดายักษ์ หนักร่วม 100 กิโลกรัม ด้วยมือเปล่า ระหว่างออกสำรวจริมแม่น้ำเรวา ในประเทศกายอานา...
ในจำนวนอำมาตย์ที่รับใช้อยู่ในราชสำนักของฉัพภิพราหมณ์นั้น ยังมีอำมาตย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งยังมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์กษัตริย์จุลนีเสมอมาอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ยิ่งได้เห็นการกระทำของฉัพภิพราหมณ์ที่พยายามเกลี้ยกล่อมบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายให้หันมาภักดีต่อตนด้วยการเอาทรัพย์เข้าล่อ ก็ยิ่งโหมกระพือความรู้สึกอยากจะแก้แค้นฉัพภิพราหมณ์ให้เพิ่มมากขึ้น จึงได้คอยหาทางกำจัดฉัพภิพราหมณ์ผู้ทรยศตลอดมา
อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา มันก็จะสานต่อ “วงกลม” ที่ว่านั้น ให้เป็น “เสาเรือน” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครเป็นคนสอน...ไม่เห็นต้องไปเรียน วิศวกรรมศาสตร์ หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย...แล้วสิ่งที่ “นกช่างสาน” กำลังจะทำต่อไปนี้ เป็นสิ่งอัศจรรย์ ของโลกสถาปัตย์ ก็ว่าได้ เพราะ “เสาเรือน” ที่ว่านั้น ที่แท้จริงก็คือ...จั่ว “หลังคา” นั่นเอง
พระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านรักในการอยู่ธุดงค์ ปลีกวิเวก...เมื่อครั้งที่ท่านได้เดินทางไปที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ท่านได้ไปพบหินสีดำ มีลักษณะคล้ายเสมา จึงเอ่ยปากขอลอยๆ แล้วนำติดตัวกลับมาวัดที่ท่านพำนักอยู่...หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ผิดธรรมชาติหลายอย่าง และเมื่อเวลาท่านนั่งสมาธิ ท่านยังเห็นนิมิตประหลาดอีกด้วย...7วันต่อมา ในขณะที่สาธุชนราว 30ชีวิต กำลังร่วมกันปฏิบัติธรรม ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองอย่างน่ากลัว ผู้คนพากันแตกตื่น หอฉันซึ่งยังสร้างไม่เสร็จได้พังลงมา
แม่น้ำสายเล็กๆ ซึ่งเป็นแดนกั้นระหว่างเมืองกบิลพัสด์ุและเมืองเทวทหะได้เหือดแห้งลง เป็นเหตุให้ผู้คนทั้งสองเมืองเกิดการทะเลาะวิวาทแย่งน้ำกัน จนเกิดเป็นศึกสงครามระหว่างเมืองทั้งสองเป็นเหตุให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาห้ามทัพทั้งสองฝ่ายเอาไว้
เจ้ากระต่ายตัวหนึ่งมีความคิดที่ว่าหากแผ่นดินเกิดถล่มขึ้นมาตนควรจะทำอย่างไรดี จู่ ๆ ผลมะตูมลูกหนึ่งก็หล่นจากต้นตกใส่บนหลังคาใบตาลอันเป็นรังของเจ้ากระต่ายเข้าเต็มเปา เสียงดังจากการตกกระทบบวกกับความคิดจดจ่อของมันสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับเจ้ากระต่ายเป็นยิ่งนัก มันเลยวิ่งหนีสุดชีวิต ทำให้บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลายแตกตื่นพากันวิ่งตามๆ กันไปจนเกือบจะตกจากหน้าผาที่สูงชัน
ประเพณีสงกรานต์ไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น ตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับวันสงกรานต์ ความสำคัญของประเพณีสงกรานต์
ณ ที่ฝั่งแม่น้ำที่คณะฤาษีของพระโพธิสัตว์อาศัยอยู่นั้น มีงูพิษนานาชนิดอาศัยอยู่ งูได้กัดฤาษีเสียชีวิตไปหลายตน พระโพธิสัตว์เห็นว่าฤาษีทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัวงูพิษนั้น จึงเรียกประชุมและให้โอวาทแก่ฤาษีทั้งหลาย “ หากพวกท่านเจริญเมตตาในตระกูลพญางูทั้ง ๔ งูทั้งหลายก็จะไม่กัดพวกท่าน "
ข้าพเจ้าเป็นบุตรฤาษี ชื่อว่าสุวรรณสาม บัดนี้บาดเจ็บสาหัสต้องตายด้วยคมศรของท่าน ทุกข์อันสาหัสนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดในโลก ข้าพเจ้าจึงไม่ได้โกรธเคืองท่าน สงสารแต่บิดามารดาผู้ตาบอด ซึ่งมีเพียงข้าพเจ้าเท่านั้นที่ดูแล เมื่อขาดอาหารและน้ำ ท่านทั้งสองก็คงต้องตายตาม ทุกข์ที่พลัดพรากจากบิดามารดาผู้ไร้คนดูแลนั้นยิ่งใหญ่กว่าทุกข์ที่จะต้องตายด้วยคมศรนี้หลายเท่านัก
" เราไม่ได้ออกบวช แต่คนอื่นทั้งหมดกลับคิดว่าเราบวช นี่คงเป็นเสียงดีสินะ เราจะไม่ทำให้เสียงดีนี้หายไป เราจะออกบวช ” เศรษฐีจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระราชาอีกครั้ง พระราชาเมื่อเห็นเศรษฐีเดินมาเข้าเฝ้าอีกก็แปลกใจจึงตรัสถามว่า “ ท่านมหาเศรษฐี ท่านเพิ่งไปเดี๋ยวนี้เอง ทำไมจึงกลับมาอีกเล่า ” “ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน กาลใดบุคคลได้สมัญญาในโลกว่า ผู้มีกัลยาณธรรม กาลนั้นนรชนผู้มีปัญญาไม่พึงทำตนให้เสื่อมสมัญญานั้นเสีย "