
กรณีศึกษา · dmc.tv
EP.242 ไขสันหลังถูกทำลายด้วยพยาธิตัวจี๊ด
ออกอากาศ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
ไขสันหลังถูกทำลายด้วยพยาธิตัวจี๊ด
ประวัติผู้ส่ง
ผู้ส่งเคส เป็นเด็กสาวจากต่างจังหวัด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย เธอเริ่มเข้าวัดปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ขณะอายุได้เพียง 8 ขวบ ปัจจุบันอายุ 25 ปี เธอก็ยังคงมาวัดอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นผู้มีจิตอาสา เป็นทั้งผู้นำบุญ ผู้นำรถ ชักชวนผู้คนให้มาร่วมทำบุญที่วัดเป็นประจำ ชีวิตของเธอผูกพันกับการสร้างบารมีมาตั้งแต่เด็ก แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคทางร่างกายในเวลาต่อมา
เนื้อเรื่อง
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2544 ขณะที่ผู้ส่งเคสกำลังเรียนอยู่ชั้นมหาวิทยาลัยปีที่ 3 ในช่วงเดือนเมษายน อยู่ดีๆ เธอก็เริ่มมีอาการเจ็บปวดทรมานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาการปวดนั้นรุนแรง แสบ ร้อนไปทั่วท้อง และเวลาหายใจก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งพล่านไปทั่วร่างกาย พอมันวิ่งไปตรงไหน ก็เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนขึ้นตรงนั้น สิ่งที่น่าแปลกคือ ทุกครั้งที่เธอภาวนา "สัมมาอะระหัง" อาการเจ็บปวดเหล่านั้นก็จะทุเลาลงไปเป็นช่วงๆ
ด้วยความผิดปกติที่เกิดขึ้น ครอบครัวจึงพาเธอไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ แพทย์ทำการตรวจทุกอย่าง ทั้งการเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ แต่ก็ไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินทางเข้ามารักษาต่อที่กรุงเทพฯ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ อาการของเธอก็เริ่มแย่ลงไปอีก เท้าเริ่มมีอาการชา ขาหมดแรง และไม่สามารถเดินได้ แพทย์ที่กรุงเทพฯ ก็ทำการเอกซเรย์ทุกอย่างอีกครั้ง แต่ก็ยังคงยืนยันว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ในที่สุด แพทย์จึงตัดสินใจเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจ ผลการตรวจออกมาจึงได้ข้อสรุปว่า มีพยาธิตัวจี๊ดเข้าไปทำลายเส้นประสาทในไขสันหลังของเธอ แพทย์แจ้งว่า อาการนี้ทำให้ไม่สามารถเดินได้ และปัจจุบันยังไม่มียารักษา ผู้ส่งเคสจึงต้องนั่งรถเข็นกลับบ้านไป
หลังจากนั้น มีคนแนะนำให้ไปหาหมอไสยศาสตร์ บอกว่าเธออาจจะถูกคุณไสย เธอจึงตัดสินใจไปพบหมอคนนั้น เมื่อไปถึง เนื่องจากเธอไม่สามารถขึ้นไปบนบ้านได้ จึงให้คุณน้าเอาแค่ชื่อ วันเดือนปีเกิดขึ้นไปให้หมอดูแทน หมอไสยศาสตร์บอกว่า ต้องไปขอขมาเจ้าที่ก่อน โดยให้เตรียมผลไม้ 9 อย่าง อาหารคาวหวาน 9 อย่าง หมากพลู จุดเทียนธูป และนำกระถางธูปกลับมาให้หมอในเช้าวันรุ่งขึ้น
เช้าวันต่อมา ผู้ส่งเคสและญาติๆ ก็ไปพบหมออีกครั้ง หมอเริ่มทำพิธี โดยให้ทุกคนที่ไปด้วยจับสายสิญจน์ไว้ และให้น้องชายช่วยจับเทียนไว้ที่ศีรษะของเธอ จากนั้นหมอให้เธอปั้นเทียนเป็นก้อนๆ แล้วเคี้ยว เคี้ยวไปสักพักก็มีกลิ่นเหม็น หมอจึงให้เธอคายออกมา หมอใช้มีดอาคมตัดก้อนเทียนนั้นออกเป็นสองซีก ปรากฏว่ามีตอก (ไม้ไผ่ที่เหลาเป็นเส้น) ขดอยู่ข้างในถึง 2 เส้น ตอกที่คายออกมานั้นยาวประมาณ 1 ฟุต ทั้งๆ ที่ตอนปั้นเทียน เธอยืนยันว่าไม่เห็นมีตอกสักเส้นเลย หลังจากทำพิธีเสร็จ หมอไสยศาสตร์ก็ให้เธอทำบุญสังฆทาน และให้น้ำมนต์กลับไปอาบและดื่ม หลังจากของประหลาดออกมา อาการเจ็บปวดของเธอก็หายไป
แม้ว่าอาการปวดจะหายไป แต่ขาก็ยังคงไม่มีแรงและเดินไม่ได้ เธอจึงไปหานวดรักษาตามที่ต่างๆ จนกระทั่งจากที่เดินไม่ได้เลย ก็เริ่มขยับตัวได้ สามารถเดิน 4 ขา โดยใช้ไม้เท้าค้ำสองข้าง ต่อมาก็ดีขึ้นเป็นเดิน 3 ขา ใช้ไม้เท้าค้ำข้างเดียว และปัจจุบันก็เดิน 2 ขาได้เกือบเหมือนเดิม พยุงตัวเองได้บ้าง จึงไม่ต้องใช้ไม้เท้าแล้ว แต่อาการขาไม่มีแรงก็ยังคงอยู่ เดินไปก็ยังมีเซบ้าง
ต่อมา คุณย่าได้พาผู้ส่งเคสไปหาหมอทรงเจ้าที่ปราจีนบุรี หมอคนนั้นเรียกตัวเองว่า "พ่อปู่" พ่อปู่ให้เธอนอนลง แล้วใช้ใบพลูไล่ไปตามตัว จากนั้นก็ไปดูในน้ำมนต์ว่าเธอเป็นอะไร พ่อปู่บอกว่าเธอทำผิดเจ้าที่ที่หอพักตอนไปเรียน และต้องไปขอขมา เธอก็ได้ไปทำตามที่บอก แต่อาการก็ยังคงเหมือนเดิม
สุดท้าย คุณย่าก็พาไปหาหมอทรงเจ้าอีกครั้ง หมอทักว่า พระภูมิเจ้าที่ที่บ้านมีพลังแรงมาก ท่านโกรธเพราะไปไถดินที่เป็นที่อยู่ของท่านออกไป ต้องไปตั้งศาลพระภูมิไว้ที่นาซึ่งเป็นของตาและยายของเธอ เธอก็ได้ทำตามอีก แต่ก็ยังไม่หาย จนถึงตอนนี้ ผู้ส่งเคสไม่รู้จะไปหาหมอที่ไหนอีกแล้ว จึงตั้งใจทำบุญ นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมเรื่อยไป
นอกจากเรื่องของตัวผู้ส่งเคสแล้ว เธอยังได้เล่าถึงครอบครัวด้วย คุณตาเคยเป็นสารวัตรกำนัน เป็นที่นับถือของชาวบ้าน ชอบช่วยเหลือรักษาคนป่วยด้วยวิธีเสกเป่า อมเปรวเทียนร้อนๆ แล้วเป่าให้คนป่วย บางคนที่ถูกใส่ของเกือบจะเป็นบ้า คุณตาก็รักษาให้หายเป็นปกติได้ คุณตาประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตเมื่ออายุ 63 ปี คุณยายเป็นคนใจดี ใจบุญ ชอบทำบุญที่วัดใกล้บ้านอย่างสม่ำเสมอ วันพระก็จะรักษาอุโบสถศีลที่วัด แต่ก็มีการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงลูกๆ ด้วย คุณยายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลอดอาหารเมื่ออายุเพียง 52 ปี คุณพ่อมีอาชีพขับรถรับจ้าง ชอบดูดบุหรี่เป็นปกติ ประสบอุบัติเหตุรถชนและเสียชีวิตเมื่ออายุ 33 ปี คุณพ่อเคยร่วมทำบุญสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ แต่ยังไม่เคยมาวัด คุณแม่มีอาการหูไม่ค่อยได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด
จากเรื่องราวทั้งหมด ผู้ส่งเคสจึงมีคำถามที่จะกราบเรียนถาม คุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้
คำถาม
- ผู้ส่งเคสทำกรรมอะไรมาที่ต้องถูกคุณไสยเข้าตัว และต้องทำบุญอะไรเพื่อที่จะได้ไม่เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก?
- หมอไสยศาสตร์คนนั้นรู้ได้อย่างไรว่าผู้ส่งเคสถูกคุณไสย เพียงแค่บอกชื่อและวันเดือนปีเกิด?
- คำกล่าวของหมอทรงเจ้าที่เรียกว่าพ่อปู่ ว่าเจ้าที่โกรธและต้องไปขอขมานั้นเป็นจริงหรือไม่? ถ้าจริง ทำไมท่านต้องทำกับผู้ส่งเคสคนเดียว? และเจ้าที่ท่านนั้นชื่อเจ้าแม่พรทิพย์จริงหรือไม่?
- ผู้ส่งเคสทำบุพกรรมอะไรมาขาทั้งสองข้างจึงไม่มีแรงและเดินไม่ได้อย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เด็ก และเคยร่วมทำบุญกับหมู่คณะมาหรือไม่?
- คุณตาและคุณยายไปเกิดภพภูมิไหน? และได้รับบุญที่ผู้ส่งเคสได้ทำให้หรือเปล่า?
- เพราะกรรมอะไรคุณตาจึงประสบอุบัติเหตุ? และคุณยายเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารจนทำให้เสียชีวิต?
- คุณพ่อมีวิบากกรรมอะไรถึงเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่อายุ 33 ปี? คุณพ่อตายแล้วไปอยู่ไหน ภพภูมิไหน? ทำบุญไปให้ได้รับหรือเปล่า? และท่านเคยร่วมสร้างบุญกับหมู่คณะมาหรือเปล่า?
- คุณแม่ทำบุพกรรมอะไรมาหูจึงไม่ค่อยได้ยินตั้งแต่กำเนิด? และทำบุญอะไรจึงจะหาย?
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตอนอื่นที่คล้ายกัน
ผู้ส่งเคสได้ถามคำถามหลายข้อต่อคุณครูไม่ใหญ่:
ห่อพลูจีบที่โยนใส่แม่ขณะดูลิเก เป็นคุณไสยที่ผู้ชายคนหนึ่งปล่อยมาจริงหรือไม่? ทำไมถึงโยนใส่แม่คนเดียว?
บุพกรรมใดทำให้น้าสาวมีพังผืดกั้นในมดลูก จนลูกนอนตัวขวาง ได้รับอาหารน้อย ในขณะที่แม่น้ำหนักมากผิดปกติ เป็นกรรมร่วม หรือกรรมส่วนตัว?
คุณพ่อตายแล้วไปไหน? ได้รับบุญที่สร้างองค์พระให้และบุญอื่นๆ ที่อุทิศให้หรือไม่? มีอะไรจะฝากบอกบ้างหรือไม่?
ครอบครัวมีฐานะดีจากโรงสีช่วงแรก แต่ขาดทุนต้องขาย ต่อมาเลี้ยงหมูรวยขึ้นแล้วก็ขาดทุนต้องเลิก เป็นเพราะทำบุญมาอย่างไร และการเลี้ยงหมูขายโดยไม่ได้ฆ่าเองมีวิบากกรรมมากน้อยเพียงใด?
คุณพ่อประสบอุบัติเหตุหกล้ม มีอาการเพ้อ ถูกผ่าตัดศีรษะเอาเลือดออก และขาหัก ต้องผ่าตัดพร้อมกัน เกิดจากกรรมใด เหตุใดบั้นปลายชีวิตจึงไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง ต้องไปอยู่สถานดูแลคนชรา






