ไม่มีคำว่าสายเกินไป แม้ความตายรออยู่ตรงหน้า

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.598 ไม่มีคำว่าสายเกินไป แม้ความตายรออยู่ตรงหน้า

ออกอากาศ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2548

เคสพี่ชายอาร์ท สารถีภาค6

-
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคสเป็นผู้นำบุญกลุ่มสำโรงแก้ว ได้เริ่มเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 ในช่วงแรกที่ผู้ส่งเคสเข้าวัดนั้น คุณพ่อของผู้ส่งเคสมีความเป็นห่วงอย่างมาก เพราะได้ยินข่าวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายว่าเป็นคอมมิวนิสต์และมุ่งหาเงิน ความห่วงนี้ทำให้คุณพ่อตัดสินใจตามมาที่วัด เมื่อมาถึงวัด คุณพ่อจึงได้เข้าใจและหายห่วง

เนื้อเรื่อง

ผู้ส่งเคสได้เริ่มเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 การตัดสินใจเข้าวัดในครั้งนั้นทำให้คุณพ่อของผู้ส่งเคสเป็นห่วงอย่างมาก ไม่ใช่เพราะเข้าวัดโดยทั่วไป แต่เพราะเข้าวัดพระธรรมกาย ความห่วงเกิดจากข่าวลือที่ได้ยินมาว่าวัดนี้เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นวัดที่มุ่งแต่หาเงิน (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เงินต่างหากที่มาหาวัด วัดไม่เคยวิ่งไปหาใคร) ด้วยความเป็นห่วง คุณพ่อจึงตัดสินใจตามมาที่วัด ความห่วงนั้นกลับกลายเป็นความเข้าใจเมื่อได้มาเห็นด้วยตัวเอง คุณพ่อเข้าใจว่าวัดพระธรรมกายมีความแตกต่างจากวัดอื่นเพราะมี "ธรรมกาย" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ท่านเห็นถึงความสำคัญของการค้นพบธรรมกาย ดังป้ายวัดพระธรรมกายที่ปักเสาเข็มลึกถึง 21 เมตร เป็นเครื่องแสดงว่าต่อให้วัดล่มสลาย ป้ายนี้จะยังคงอยู่และนำไปสู่การค้นหาธรรมกายในตัว จากความเข้าใจนี้ ชีวิตของคุณพ่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จากที่เคยดื่มสุรา เจ้าชู้ ฆ่าสัตว์ ก็เลิกพฤติกรรมเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง ท่านเริ่มรักษาศีล นั่งสมาธิ และร่วมบุญทุกบุญของวัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกฐิน ผ้าป่า หล่อรูปเหมือน สร้างพระประจำตัว ที่ทำเช่นนี้เพราะท่านรู้ว่า "บุญไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง" ท่านทำบุญเรื่อยมาจนกระทั่งถึงเหตุการณ์สำคัญในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน 2542 ซึ่งมีการนิมนต์พระภิกษุจากทั่วประเทศกว่าแสนรูปมาร่วมงาน คุณพ่อตั้งใจจะมาร่วมงานในวันนั้น แต่ในช่วงเย็นของวันที่ 21 เมษายน ก่อนวันงานเพียงวันเดียว ท่านมีอาการชาที่แขนขวา ปากเบี้ยว และขยับปากลำบาก เมื่อลองทานบะหมี่ อาหารก็ไหลออกหมด ท่านจึงหมดอารมณ์กินและไปนอนพัก เช้าวันที่ 22 เมษายน อาการยังไม่ดีขึ้นจึงไม่ได้มาวัด แม้จะได้รับยามาทานอาการก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งถึงวันที่ 30 เมษายน เพียง 8 วันหลังจากมีอาการแรกเริ่ม คุณพ่อก็เสียชีวิตลงด้วยวัย 72 ปี การจากไปของคุณพ่อเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่มีนิมิตหมายใดๆ มาก่อน ท่านยังเดินเหิน ช่วยตัวเองได้

ขณะเดียวกัน คุณป้าของผู้ส่งเคส ซึ่งเป็นพี่สาวของคุณพ่อ ก็ได้มาวัดตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2530 ท่านร่วมบุญทุกบุญอย่างสม่ำเสมอมานานกว่า 10 ปี ทั้งๆ ที่ทุกคนในบ้านไม่เห็นด้วย แต่คุณป้าก็ไม่หวั่นไหว ท่านถูกเรียกว่า "ดื้อดี" คือดื้อในการทำความดี เมื่อวัดบอกบุญอะไร ท่านก็จะทุ่มเททำบุญเต็มที่เท่าที่มีกำลัง ท่านรู้ว่าสิ่งที่ท่านทำบุญนั้นคือการแปรโลกียทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ที่จะติดตามตัวไปในภพเบื้องหน้า เพื่อนำไปใช้ในปรโลก ไม่ว่าจะเป็นทิพยสมบัติ มนุษย์สมบัติ หรือกระทั่งนิพพานสมบัติ เงินทองที่ไม่ใช่บุญนั้นเอาไปใช้ในปรโลกไม่ได้ จะเผาแบงก์กงเต๊กเท่าไหร่ก็ใช้ไม่ได้ ต้องทำบุญถึงจะแปรเป็นทรัพย์ละเอียด ท่านทำบุญเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งป่วย การป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ทุกคนต้องป่วย ไม่ใช่เพราะทำบุญแล้วป่วย แต่ทำบุญแล้วป่วย ถ้าตายก็ไปดี แต่ถ้าไม่ทำบุญแล้วป่วย ตายแล้วไปไม่ดี ความไม่เข้าใจของลูกๆ คุณป้าทำให้ไม่มีใครพาคุณป้ามาวัดในขณะที่ท่านป่วย แต่ด้วยความเป็นนักบุญ คุณป้าก็ยังคงฝากปัจจัยมาทำบุญทุกบุญอย่างสม่ำเสมอเท่าที่ท่านมีเงิน ท่านทำเช่นนี้จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 72 ปี

อีกหนึ่งเรื่องราวในครอบครัวคือ หลานชายคนโตของผู้ส่งเคส ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของพี่สาวผู้ส่งเคส หลานชายได้มาวัดพระธรรมกายตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดยมีคุณพ่อของผู้ส่งเคสและผู้ส่งเคสเองเป็นกัลยาณมิตรให้ แรกๆ ก็มาวัดเป็นประจำ แต่ต่อมาก็ห่างวัดไปเพราะมีปัญหาทางบ้าน ปัญหาเกิดจากคุณพ่อของหลานชาย (สามีพี่สาวผู้ส่งเคส) ที่ติดสุราอย่างหนัก การดื่มสุราทำให้ท่านทะเลาะกับแม่ของหลานชายเป็นประจำ ทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น หลานชายรู้สึกไม่สบายใจ ไม่มีอารมณ์เรียนหนังสือ ไม่อยากอยู่บ้าน จึงเรียนไม่จบแม้แต่ม.3 เมื่อเห็นพ่อดื่ม ก็เริ่มดื่มตาม และหันหน้าเข้าหายาเสพติดทุกชนิด ทั้งเหล้า บุหรี่ กัญชา กาว เฮโรอีน ยาบ้า เสพหนักถึงขั้นฉีดเฮโรอีนเข้าเส้นเลือดเพื่อหนีความทุกข์ มีภาพหลอน เมื่อไม่มีเงินซื้อยา ก็ใช้วิธีหาทางลัดด้วยการลักขโมย ขโมยเงิน พระเครื่อง พระของขวัญไปขายเพื่อนำเงินมาเสพยา เมื่อคบเพื่อนที่ติดยาหนักขึ้น หลานชายก็รับเป็นเอเย่นต์ขายยาเสพติด ทั้งขายและเสพ จนถูกตำรวจจับหลายครั้ง เข้าคุกออกคุกอยู่บ่อยๆ กฎหมายไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ สิ่งที่ขาดคือศีลธรรมในใจ ขาดหิริโอตตัปปะ ซึ่งน้ำเมาเป็นตัวการร้ายที่ทำให้ขาดหิริโอตตัปปะ ปัญหาที่เกิดจากน้ำเมาขยายวงกว้าง คุกก็ขยายตาม หลานชายทำให้ทุกคนในบ้านร้องไห้ เสียใจ และเบื่อหน่าย

ต่อมา น้องชายของเขาซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ได้โทรศัพท์มาชวนเขาบวชอยู่บ่อยๆ แรกๆ เขาก็ปฏิเสธ แต่น้องชายก็ไม่ละความพยายาม คนในครอบครัวก็ช่วยกันชวน ในที่สุดเขาก็คล้อยตามและตัดสินใจบวชพระในช่วงเข้าพรรษากลางปี พ.ศ. 2540 การบวชทำให้เขาเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้นจากการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม มีความศรัทธาและอยากบวชต่อไปนานๆ เพราะลองมาหลายอย่างแล้วไม่มีอะไรดีเท่าการบวช ในพรรษาแรกที่บวช วันหนึ่งเกิดกุศลศรัทธาไปบริจาคโลหิต จึงได้รู้ว่าเลือดของตนมีสิ่งเจือปน มีมลพิษจากยาเสพติด นี่คือโรคที่ติดมาก่อนบวชแต่มาเปิดเผยตอนบริจาคเลือด เลือดของเขาไม่มีใครรับและเจ้าหน้าที่กลัว ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อจึงให้ลาสิกขาเพื่อรักษาส่วนรวม เขาจำใจลาสิกขาด้วยน้ำตาและกลับมาบ้าน เมื่อกลับมาบ้าน เพื่อนกลุ่มเดิมที่ติดยาก็มาชวนให้เสพอีก เขาพยายามจะชวนเพื่อนเลิกยา แต่ด้วยความที่ยังไม่แข็งแกร่งจริง จึงถูกเพื่อนชวนกลับไปติดยาอีก เขาจึงเข้าใจว่าไม่ควรเข้าไปใกล้สิ่งเหล่านี้ ผู้ส่งเคสพยายามอธิษฐานให้เขาเลิกยาเสพติดและพูดกับเขาด้วยความปรารถนาดี บอกให้เขาเลือกทางเดินชีวิตด้วยตนเอง คำพูดนั้นทำให้เขาได้คิด เกิดความตั้งใจว่า "ให้มันรู้ไป คนอย่างเรานี่จะเอาดีไม่ได้ ก็ให้มันรู้ไป จะต้องเอาดีให้ได้สักวัน" เขาจึงกลับมาเข้าวัดอีกครั้ง ทั้งที่ยังเมายาอยู่ แต่เขาก็ทำบุญทุกบุญ เริ่มจาก 1 บาท 20 บาท จนถึง 50 บาท แม้เงินจะน้อย แต่ได้มาเท่าไหร่ก็ทำบุญหมด ด้วยความคิดว่าชาตินี้ต้องเอาดีให้ได้ ทุกครั้งที่ทำบุญ เขาจะอธิษฐานขอให้เลิกยาเสพติดได้ มีกำลังใจเลิก ร่างกายร่วมมือไม่ทรมาน เขาพยายามอย่างเต็มที่ ในปี พ.ศ. 2542 คำอธิษฐานของเขาก็เป็นจริง เมื่อเจ้าหน้าที่วัดโทรมาชวนร่วมงานสหธรรมมิตรเดือนเกิด เขารู้สึกดีใจมาก เพราะไม่เคยมีงานวันเกิดของตัวเองมาก่อน ในวันนั้น เขามียาบ้า 3 เม็ดอยู่ในมือ เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ขว้างยาทิ้งไปทันทีและหันหลังให้ยาเสพติดนับแต่นั้น เขากลายเป็นคนละคน หันมาทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอย่างเต็มกำลัง เพราะรู้ว่าเวลาชีวิตเหลือน้อยแล้วจากโรคประจำตัว เขาใช้เวลาที่เหลือสร้างบุญอย่างเต็มที่ เริ่มรับบุญเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลรถรับส่งสาธุชน ดูแลสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นเจ้าหน้าที่รักษาบรรยากาศ เป็นกำลังสำคัญในการจัดกิจกรรมตักบาตรเทเหล้าเผาบุหรี่ และกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างคนดี ทำงานโดยไม่มีข้อแม้ การกระทำของเขาอยู่ในสายตาของคุณลุงข้างบ้านซึ่งมาวัดเหมือนกัน คุณลุงขอให้เขาเป็นลูกบุญธรรม ทั้งที่รู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคร้าย แต่ประทับใจในความดีของเขา คุณลุงเสนอจะยกบ้านและมรดกให้ เขายอมรับคุณลุงเป็นพ่อบุญธรรมแต่ไม่รับสมบัติ คุณลุงยิ่งประทับใจ หลานชายยังเป็นกัลยาณมิตรให้คุณพ่อคุณแม่ของตนให้เข้าใจวัดและมาปฏิบัติธรรม ครอบครัวที่เคยมีปัญหากลายเป็นครอบครัวสุขสันต์ ต่อมาเมื่อมีจานดาวธรรม เขาก็อาสาเป็นช่างติดจานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ติดตั้งจานได้กว่า 1,000 จาน จากการโหมงานหนักทั้งงานวัดและงานติดตั้งจาน ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนและเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ หมอให้พักผ่อน เขาเชื่อหมอแต่ไม่ทั้งหมด เพราะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย จึงเร่งสั่งสมบุญเต็มที่ เมื่ออาการดีขึ้นก็ลุยงานต่อ จนเดือนมิถุนายน 2548 ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ เข้า ICU น้องชายและเพื่อนทำบุญสร้างพระประจำตัวให้ อาการดีขึ้นเร็ว ออกจาก ICU ด้วยความปิติ แต่ไม่กี่วันอาการก็กำเริบอีก ชัก หมดสติ หยุดหายใจ ต้องกลับเข้า ICU เป็นครั้งที่ 2 สมองหยุดทำงาน พูดคุยไม่ได้ คนรอบข้างพยายามพูดให้ระลึกถึงบุญ บอกว่าไม่ต้องห่วง ให้สัมมาอะระหังอย่างเดียว เขาก็นิ่งเงียบๆ และจากไปเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ด้วยวัยเพียง 27 ปี 8 เดือน อายุสั้นหรือยาวไม่สำคัญเท่าการสร้างบุญ

สามีของผู้ส่งเคส ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ป่วยเป็นมะเร็งปอด เสียชีวิตเดือนกรกฎาคม 2548 ตอนใกล้ตายบอกว่าจะยกสมบัติให้ผู้ส่งเคส แต่ญาติๆ ไม่รู้

คำถาม

  1. คุณพ่อเสียชีวิตเพราะบุพกรรมใด ตายแล้วไปไหน ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่ อยากบอกอะไรบ้างหรือไม่
  2. คุณป้าตายแล้วไปไหน ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่
  3. หลานชายคนโตตายแล้วไปไหน ละโลกแล้วเขาทำถูกหลักวิชชาหรือไม่ มีอะไรจะบอกมาถึงหมู่ญาติและหมู่คณะบ้างหรือไม่ บุญที่เขาตั้งใจบวชช่วงสั้นและสร้างบารมีมาเป็นระยะเวลา 7 ปี จะช่วยตัดรอนวิบากกรรมที่เขาเคยทำไว้ 7 ปีตอนก่อนบวชได้หรือไม่ และจะส่งผลกับเขาอย่างไรบ้าง บุพกรรมใดทำให้หลานชายต้องมาเกิดในสังคมที่ไม่ดี คบเพื่อนไม่ดี ตอนไปติดยาเสพติด และอายุสั้นเพราะการเป็นโรคร้าย การเป็นโรคร้ายนี้จะเป็นชาติสุดท้ายของเขาแล้วหรือยัง บุญใดที่พลิกชีวิตเขาให้ห่างจากยาเสพติด ได้มาสร้างบารมีอย่างจริงจังในช่วงท้ายของชีวิต ถ้าหากหลานชายไม่เลิกจากสิ่งเสพติด ไม่ยอมเข้าวัด เขาจะเป็นอย่างไร ทำไมช่วงที่หลานชายบวชจึงมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี เขานั่งสมาธิเห็นองค์พระชัดใส ทั้งที่ก่อนบวชเคยเกเรมา
  4. ครอบครัวของหลานชายคนโต (พ่อ แม่ หลานชายคนโต หลานชายคนที่สอง และหลานชายคนเล็ก) เคยสร้างบารมีมากับหมู่คณะหรือไม่ อย่างไร
  5. หลานชายคนที่สองที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีโอกาสได้มาบวชตลอดชีวิตหรือไม่ บุญที่หลานชายคนที่สองเป็นสารถีช่วยงานขับรถอยู่ที่วัด จะได้อานิสงส์อย่างไร
  6. สามีผู้ส่งเคส ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เสียชีวิต ตายแล้วไปไหน
  7. ตอนสามีใกล้ตาย เขาได้บอกยกสมบัติให้ลูก แต่ญาติๆ เขาไม่รู้ ผู้ส่งเคสมีบุญจะได้สมบัติเหล่านั้นหรือไม่
  8. ตัวผู้ส่งเคส คุณพ่อของผู้ส่งเคส และพ่อบุญธรรมของหลานชายคนโต เคยผูกพันกันมาอย่างไร จึงได้มาเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน และเคยสร้างบารมีกับหมู่คณะนั้นมาอย่างไร
  9. การที่ผู้ส่งเคสมีความปรารถนาจะทำวิชา จะมีความเป็นไปได้หรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

ไม่ได้มาง้อแต่มาขอร่ำลา

คุณพ่อและคุณแม่ของผู้ส่งเคส ละโลกแล้วไปไหน มีสภาพเป็นอยู่อย่างไร ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่ ท่านมีอะไรฝากมาบอกหรือไม่

ฉันเกลียดผู้ชายทุกคน

ผู้ส่งเคสมีคำถามกราบเรียนถามท่านคุณครูไม่ใหญ่ดังนี้เจ้าค่ะ:

เหล้าเมามอดม้วยหมดไม่มีด

บุพกรรมใดคุณตาจึงมีเพื่อนพ้องเป็นโจร คุณตาเสียชีวิตเพราะดื่มเหล้ามาก ท่านตายแล้วไปไหน ได้รับบุญสร้างพระอุทิศให้หรือไม่ คุณแม่ฝันเห็นคุณตามาหาจริงหรือไม่

ประธานชมรมพุทธ

น้องชายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปอยู่ภพภูมิใด มีบุพกรรมอย่างไร อุทิศบุญให้ได้หรือไม่ ฝากอะไรถึงครอบครัวบ้าง

สามีเป็นแมงดา ภรรยาเป็นโสเภณี เพราะ

คุณพ่อตายแล้วไปไหน ได้รับบุญที่ลูกส่งไปหรือไม่ และท่านมีอะไรฝากบอกถึงคุณแม่และลูกๆ บ้างหรือไม่

บุญบวชคุ้มไว้

พี่สาวบุตรคนที่ 3 มีคติเป็นอย่างไร เหตุใดชีวิตจึงลำบากมาก และเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่ออายุ 53 ปี

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา