ขณะนั้น ท่านอาจารย์เสนกะและสหายปุโรหิตทั้งสาม กำลังปรึกษากันถึงเรื่องว่าจะกีดกันมิให้รับตัวมโหสถเข้ามาอย่างไรดี สักครู่ท่านเสนกะก็ได้ยินเสียงพนักงานกรมวังส่งเสียงโหวกเหวกมาแต่ไกล เข้ามาแจ้งข่าวว่า พระราชาเสด็จไปบ้านปาจีนยวมัชฌคามแล้วปุโรหิตทั้งหมดได้ฟังข่าวนั้นแล้ว ก็ตื่นตะลึงไปตามๆกัน โดยเฉพาะท่านเสนกะนั้นแทบจะหัวใจวาย เพราะไม่คิดว่า พระราชาจะทรงตัดสินพระหฤทัยรีบด่วนเช่นนั้นรีบถามว่า “ท่านว่าอะไรนะ...พระราชาเสด็จไปแล้วอย่างนั้นหรือ”
ขณะที่พระองค์ทรงควบม้าพระที่นั่งไปได้เพียงทอดเดียวเท่านั้น กีบเท้าของม้ามงคลอัสดรก็ถลำลึกลงไปในระหว่างระแหงดิน กระแทกเข้ากับก้อนหินอย่างจัง จนกีบเท้าม้าแตก มีแผลตกเลือด เป็นเหตุให้ม้าพระที่นั่งได้รับบาดเจ็บสาหัส จนไม่อาจจะวิ่งต่อไปได้อีก เมื่อท้าวเธอทรงประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ทรงรู้สึกเสียพระทัยไม่น้อย ที่จำต้องทรงยุติการเสด็จพระราชดำเนินไว้เพียงนั้น แล้วเสด็จกลับคืนสู่พระนครด้วยพระอาการที่ทรงทอดถอนพระราชหฤทัย
ลำดับนั้น อาจารย์เสนกะและสหายปุโรหิต เมื่อได้ทราบข่าวด่วนจากพนักงานกรมวังว่า พระราชาทรงเสด็จกลับมาแล้ว ทั้งที่ยังไปไม่ถึงปาจีนยวมัชฌคาม ก็ยิ่งบังเกิดความฉงนใจ ใคร่จะรู้ว่ามีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้น ท้าวเธอถึงได้เสด็จกลับมาเร็วนัก แต่ในขณะเดียวกันก็พากันดีอกดีใจอยู่ที่ไม่น้อย ที่อย่างน้อยๆ ก็มีเหตุให้สามารถประวิงเวลาพระองค์ไว้ได้อีกชั่วระยะหนึ่ง
ท้าวเธอทรงรับว่า “ถูกแล้วท่านอาจารย์ เราไปมาแล้ว แต่ก็หาได้ไปถึงบ้านปาจีนยวมัชฌคามตามที่ประสงค์ไม่...”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ พระเจ้าข้า” อาจารย์เสนกะรีบทูลถามอย่างฉับไว ครั้นแล้วพระองค์ก็ตรัสเล่าเรื่องอุบัติเหตุที่ทรงประสบ จนเป็นเหตุให้ต้องเสด็จกลับมา ครั้นได้ฟังพระราชดำรัสของท้าวเธอจบลง อาจารย์เสนกะก็นึกกระหยิ่มใจว่า “คราวนี้เป็นทีของเราบ้างละ” จึงได้คิดหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนสิ่งที่ตนทูลไว้ในครั้งก่อน ให้น่าเชื่อถือยิ่งๆขึ้นไป ในที่สุดจึงกราบบังคมทูลด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระองค์อย่างสูงสุดว่า
...ก็ขนาดข้าพระบาททัดทานพระองค์ไว้แล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงด่วนเสด็จไป โดยมิได้ทรงรั้งรอ จึงมีเหตุบันดาลให้กีบเท้าของม้าพระที่นั่ง ต้องมาประสบอุบัติเหตุถึงขั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส
...นั่นก็หมายความว่า กาลนี้อาจจะยังมิใช่กาลอันเหมาะสม หรืออีกนัยหนึ่ง บุคคลนั้นอาจจะยังมิใช่ผู้ที่คู่ควรแก่ตำแหน่งราชบัณฑิตอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า”
พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงฟังคำทูลของอาจารย์เสนกะแล้ว ก็ทรงนิ่งเฉยเสีย โดยที่มิได้ตรัสตอบสิ่งใด แต่เหตุที่ทรงนิ่งนั้น ก็มิได้หมายความว่าพระองค์จะทรงเห็นด้วยกับคำกราบบังคมทูลของอาจารย์เสนกะแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าอาจารย์เสนกะจะกราบทูลเช่นไร ก็คงไม่อาจเปลี่ยนพระราชหฤทัยของพระองค์ได้อีก เพียงแต่พระองค์ยังทรงเสียพระทัยอยู่หน่อยหนึ่ง ที่พระประสงค์ของพระองค์ยังไม่ถึงที่สุดเท่านั้นเอง
อาจารย์เสนกะมั่นใจว่า อย่างไรเสียพระเจ้าวิเทหราชคงตกลงพระทัยรับตัวมโหสถเข้ามาอยู่ในราชสำนักอย่างแน่แท้ จึงกลับไปใคร่ครวญดูสถานการณ์อีกครั้ง แต่แล้วก็เกิดความคิดขึ้นว่า...อีกประการหนึ่ง การประกาศความในใจของตนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ยังไม่ใช่วิธีการของผู้ชาญฉลาด อย่ากระนั้นเลย เราจักปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ไปก่อน
... แต่ต่อไปเมื่อมโหสถเข้ามาแล้วนั่นแหละ เราถึงจะคิดหาวิธีการอันเหมาะสมที่จะใช้จัดการกับมโหสถต่อไป”
ครั้นแล้วก็คิดหาทางออกได้ว่า ในเมื่อมีเค้าเงื่อนแต่เดิมมาว่า กีบเท้าม้าพระที่นั่งแตก เราก็จักถือเอาเงื่อนนี้ล่ะ เป็นปริศนานำร่องให้มโหสถได้ขบคิดต่อไป คิดได้ดังนี้แล้ว ท่านเสนกะก็รอให้ผ่านไป ๒ - ๓ วัน พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
















