จากตอนที่แล้ว พระเจ้าวิเทหราช ได้เสด็จไปรับตัวมโหสถ แต่ก็บังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทรงคาดคิดมาก่อน คือม้ามงคลได้ประสบอุบัติเหตุเท้าถลำตกลงไปในระแหงดิน กระแทกเข้ากับก้อนหิน จนกีบเท้าแตก ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนไม่อาจจะวิ่งต่อไปได้
ท้าวเธอทรงรู้สึกเสียพระทัยมาก จำต้องทรงยุติการเสด็จพระราชดำเนินไว้ แล้วเสด็จกลับคืนสู่พระนครด้วยพระอาการที่ทรงทอดถอนพระราชหฤทัยส่วนอาจารย์เสนกะและสหายปุโรหิต เมื่อได้ทราบว่า พระราชาทรงประสบอุบัติเหตุ และเสด็จกลับมาทั้งที่ยังไม่ถึงปาจีนยวมัชฌคาม ก็พากันดีใจคิดว่าเป็นทีของเราแล้ว จึงรีบขอเข้าเฝ้ากราบทูลว่า พระองค์ทรงเห็นไหมล่ะ ข้าพระบาทได้ทูลทัดทานไว้แต่แรกแล้วว่า ให้ทรงรอไปก่อน
พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงฟังคำทูลของอาจารย์เสนกะด้วยพระพักตร์ที่นิ่งเฉย โดยที่มิได้ตรัสตอบสิ่งใด เพียงแต่ทรงเสียพระทัยอยู่หน่อยหนึ่ง ที่พระประสงค์ของพระองค์ยังไม่ถึงที่สุดเท่านั้น
อาจารย์เสนกะนั้นเตรียมอุบายต่างๆ มาเป็นอย่างดีแล้ว พอท้าวเธอตรัสขึ้นเท่านั้น ก็รีบฉวยโอกาสกราบทูลรับสนองนโยบายตามที่ตนได้ตรึกตรองมาอย่างดีแล้วว่า ท้าวเธอได้สดับเช่นนั้น ก็ทรงพอพระทัย ตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็เป็นอันตกลงตามนี้”
“ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระองค์เห็นด้วยเกล้าว่า ในการส่งทูตเพื่ออัญเชิญพระบรมราชโองการไปในครั้งนี้ พระองค์ไม่ควรให้ไปเปล่า สมควรที่จะตั้งปัญหาสักข้อหนึ่งเพื่อทดสอบอีกครั้ง และข้อนี้แหละจึงจักเป็นที่สุดแห่งปัญหา พระพุทธเจ้าข้า”
พระองค์ทรงเห็นชอบด้วย จึงตรัสรับรองว่า “อืมม...ก็แยบคายดีนะท่านอาจารย์” แล้วจึงตรัสถามต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้น เราสมควรจะตั้งปัญหาอย่างไรเล่า ท่านอาจารย์”
“ไม่ยากเลยพระเจ้าค่ะ ขอเพียงพระองค์ทรงตั้งปัญหาไปว่า เมื่อวันก่อน พระองค์เสด็จด้วยม้าพระที่นั่งเพื่อจะรับตัวมโหสถเข้าวัง แต่เผอิญวันนั้นกีบเท้าม้าพระที่นั่งของพระองค์แตก ทำให้ม้าได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถเสด็จต่อไปได้ จึงต้องการให้มโหสถส่งม้าอัสดรหรือม้าตัวประเสริฐมาให้ด้วย ถ้าเธอจักส่งม้าอัสดรมาถวาย เธอก็จงมาด้วย แม้นจะส่งม้าตัวประเสริฐมา ก็จงส่งบิดาของเธอมาด้วย”
ท้าวเธอทรงสดับถ้อยคำกราบบังคมทูลนั้นแล้ว ก็ทรงเห็นชอบตามนั้นทุกประการ จากนั้นจึงมีรับสั่งให้เรียกคณะทูตมาเข้าเฝ้า เพื่อรับพระบรมราชโองการไปแจ้งแก่มโหสถและบิดาของเขาทันที
คณะทูตพร้อมด้วยเหล่าราชบุรุษผนึกรวมกันเป็นขบวนใหญ่ แล้วจึงเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม ไปสิ้นสุดที่เรือนของท่านสิริวัฒกเศรษฐี บริวารในเรือนเห็นขบวนราชทูตมาแต่ไกล ก็รีบเข้าแจ้งข่าวให้ท่านเศรษฐีทราบ
ท่านเศรษฐีพอได้ฟังดังนั้น ก็พอจะเดาออกว่า ขบวนราชทูตนั้นต้องมาด้วยเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับมโหสถเป็นแน่ จึงได้เรียกมโหสถพร้อมเหล่าสหายมาเพื่อรอรับขบวนทูตนั้น
จากนั้น คณะทูตก็ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ
ท่านสิริวัฒกเศรษฐีน้อมรับพระราชกระแสนั้นแล้ว ก็เข้าใจไปว่า พระราชาทรงมีพระประสงค์จะให้ส่งม้าพันธุ์ดีไปแทนม้าพระที่นั่ง จึงเริ่มเตรียมการสั่งให้บริวารไปคัดเลือกม้าเพื่อเตรียมนำไปถวาย
มโหสถเห็นเช่นนั้น ก็รีบห้ามบิดา ไหว้แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อขอรับ ท่านพ่ออย่าได้ลำบากไปเลย พระราชาทรงใคร่จะพบลูกและท่านพ่อเท่านั้นแหละ”
ที่มโหสถกล่าวเช่นนั้น เพราะรู้ว่าพระบรมราชโองการนั้นมิใช่ธรรมดา แต่ทว่าได้ซ่อนเงื่อนงำแห่งปัญหาผูกมาเพื่อทดสอบตนโดยเฉพาะ
พระราชกระแสที่ว่า “ให้ส่งม้าอัสดรหรือม้าตัวประเสริฐมาให้ ถ้าจัักส่งม้าอัสดรมาถวาย ก็จงมาเองด้วย แม้นจะส่งม้าตัวประเสริฐมา ก็จงส่งบิดามาด้วย” อันที่จริงก็หมายความว่า ท้าวเธอทรงมีพระประสงค์ให้ตนและบิดาไปพบ หาได้มีพระประสงค์อย่างอื่นไม่ “แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะลูก” ท่านเศรษฐีถามบุตรชาย
“ก็ดี ถ้าเช่นนั้น ลูกจงบอกมาเถิดว่าจะให้พ่อทำอย่างไร”
มโหสถจึงได้ตกลงกับบิดาว่า “ขอให้ท่านพ่อพร้อมด้วยอนุเศรษฐีพันห นึ่งเป็นบริวาร จงเดินทางล่วงหน้าไปเฝ้าเจ้าเหนือหัวก่อน แต่ว่าเมื่อไปก็อย่าได้ไปมือเปล่า จงเอาผอบไม้จันทน์เต็มด้วยเนยใสติดมือไปถวายด้วย เมื่อพระราชาตรัสปฏิสันถารกับพ่อแล้ว ก็จักตรัสเรียกให้นั่ง ท่านพ่อก็จงหาที่นั่งอันสมควรเถิด
แต่เมื่อลูกตามไปเฝ้าภายหลัง พระราชาก็จักตรัสทักทาย แล้วจึงให้ลูกเลือกหาที่นั่งที่เหมาะสม พอถึงตอนนั้น ลูกก็จะชำเลืองแลดูท่านพ่อ เป็นสัญญาณที่หมายรู้กันเพียงเราสองคนพระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)















