มโหสถบัณฑิตก็ยังมิได้นิ่งนอนใจ ดำริอยู่ในใจว่า “ฐานะ ของเราในยามนี้เท่ากับเป็นผู้พิทักษ์พระเศวตฉัตรของพระราชา ฉะนั้นเราจะมัวเมาประมาทอยู่มิได้เลย ควรจะเร่งทำนุบำรุงแว่นแคว้นให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เพื่อให้วิเทหรัฐทวีความยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างที่ไม่มีแว่นแคว้นใดเสมอ เหมือน”
ลูกก็ไม่ได้ภาวนา “สัมมา อะระหัง” อีก เพราะใจหยุดเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร เชื่อคำคุณครูไม่ใหญ่ที่บอกว่า มีอะไรให้ดูก็ดูกันไป ลูกยิ่งมององค์พระก็ยิ่งงาม ยิ่งมีความสุข เหมือนที่ลูกเคยได้ยินใครเคยบอกไว้ว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างเป็นความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ เป็นความสุขที่มาเติมเต็มให้กับชีวิต ไม่เหมือนความสุขแบบพร่องๆ อย่างที่เคยพบในทางโลก
"ยามคับขันย่อมต้องการคนกล้า ยามประชุมปรึกษาย่อมต้องการคนหนักแน่น ยามมีข้าวน้ำบริบูรณ์ย่อมปรารถนาผู้เป็นที่รัก ยามมีปัญหาย่อมปรารถนาบัณฑิตผู้มีปัญญา" พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญพระอานนท์ว่าเป็นยอดพหูสูต ผู้มีปัญญาลึกล้ำ
วันหนึ่งขณะที่มโหสถกุมารกำลังวิ่งเล่นกับเหล่าสหาย ภายในสนามเด็กเล่นท่ามกลางหมู่บ้าน พลันมหาเมฆก็ตั้งเค้าทะมึน ไม่ช้าก็โปรยปรายละอองฝนลงมา สายฝนตกกระหน่ำถี่ขึ้นเป็นลำดับ จนเหล่ากุมารต้องรีบวิ่งหนีฝนกันอลหม่าน มโหสถกุมารเห็นความเป็นไปเช่นนั้น ก็ให้นึกสมเพชเวทนา จึงคิด..?
จะเห็นได้ว่า ใครมีบุญ สมบัติจะไปอยู่กับคนนั้น นายควาญช้างเป็นผู้สั่งสมบุญไว้ดีแล้วในกาลก่อน บุญนั้นจึงส่งผลให้เขาได้เป็นพระราชา เหมือนดังที่พระบรมศาสดาได้ตรัสพระคาถาในสิริชาดก ติกนิบาตว่า
มีข้อที่น่าสังเกต คือ ไม่ ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน ควรทำตัวให้เป็นที่รักของคนรอบข้าง พึงสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับทุกๆ คน เพราะการมีพรรคมีพวกจะทำให้เกิดความสะดวก ยามมีภัยหรือเกิดวิกฤติคับขัน จะได้มีผู้ช่วย ปกป้องคุ้มครอง หรืออย่างน้อย ก็เอาตัวรอดได้ อย่างนี้ถือว่า เริ่มสร้างปฏิรูปเทสให้เกิดขึ้นแล้ว
ในอนาคตเมื่อเป็นหมอ ผมจะมีรูปแบบในการทำงานแบบนี้ คือรักษาไข้กายและไข้ใจให้ผู้คนด้วยครับ และการทำสมาธินี่แหละครับ คือกิจกรรมที่ดีที่สุดต่อร่างกาย และจิตใจ สามารถทำได้ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะพระสงฆ์หรือชาวพุทธเท่านั้น ทุกศาสนาสามารถฝึก และได้รับประโยชน์การทำสมาธิได้เหมือนกัน