ข้อความต้นฉบับในหน้า
32
คู่มือผู้นําบ้านกัลยาณมิตร
คู่มือผู้นําบ้านกัลยาณมิตร
33
การสวดมนต์ นั่งสมาธิ
แท้ที่จริงแล้ว คตินิยมในเรื่องบ้านกัลยาณมิตรนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มีมา
ตั้งแต่โบราณกาล ตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ตายาย เพราะวิถีชีวิตไทยผูกพันอยู่กับวัดและพระพุทธ
ศาสนามาตั้งแต่อดีต ผู้คนต่างทำกิจกรรมงานบุญงานกุศลเกี่ยวกับธรรมะทั้งที่บ้านและที่
วัดเป็นประจำ จนกลายเป็นวิถีชีวิตที่หล่อหลอมต่อเนื่องยาวนาน ดังจะเห็นได้ว่ามีนิสัย
อย่างหนึ่งติดตัวมาถึงอนุชนคนรุ่นหลังในปัจจุบันนี้ คือการไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน
ทุกวัน
หลายคนคงจะเคยได้ยินคำโบราณท่านกล่าวว่า “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็น
ยากิน” คำพูดนี้มีความหมายอย่างไรหรือ?
สำหรับชาวพุทธ คำว่า “สวดมนต์” เป็นเรื่องของการทบทวนคำสอนของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า สวดมนต์ไปก็ได้ความรู้และความเข้าใจธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่ม
ขึ้น แล้วแน่นอนว่า ความสบายใจย่อมเกิดขึ้นมาด้วย จากอานุภาพของธรรมะที่เราสวด
และเกิดขึ้นเพราะเรารำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยิ่งกว่านั้นในขณะที่กำลังสวดมนต์ใจก็เป็นสมาธิ แม้เป็นสมาธิในระดับตื้น แต่ก็ให้
คุณประโยชน์กับใจของเราได้ในระดับหนึ่ง คือให้ความชุ่มชื่นใจ ให้ความเบิกบานใจ แล้ว
ก็ได้ความปลื้มปีติที่ว่าเราได้ทบทวนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุที่การสวดมนต์สามารถนำความปลื้มปีติใจ นำสมาธิมาให้ในระดับตื้น ท่าน
จึงอุปมาว่าการสวดมนต์เหมือนกับยาทา ซึ่งยาทาชนิดนี้ ไม่ใช่ยาทาแบบยาหม่อง
ธรรมดาๆ แต่ว่าทาแล้วทะลุถึงใจเลยทีเดียว
ส่วนคำว่า “ภาวนา” หมายถึง การทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ชนิดนั่งสมาธิกันเป็นชั่วโมง
เป็นวัน หรือบางทีทำต่อเนื่องเป็นเดือน เป็นปีกันทีเดียว หรือสำหรับนักทำสมาธิโดยทั่วๆ ไป
แบบชาวโลก ทำสมาธิกันแต่ละครั้งก็ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือว่า 45 นาที เป็นอย่างน้อย ใจ
จึงจะดื่มหยุดนิ่งลงไปที่ศูนย์กลางกายภายในตัว
การที่ใจหยุดนิ่งลงไปอย่างนั้น เพราะว่าขณะที่ทำสมาธิเราหลับตา จึงไม่มีภาพอะไร
มารบกวนนัยน์ตา แล้วใจก็รวมอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อเป็นอย่างนี้ใจจึงหยุดนิ่งได้สนิท
กว่าการสวดมนต์
เมื่อใจหยุดใจนิ่งได้สนิทกว่าการสวดมนต์ ความชุ่มชื่นที่เกิดภายในก็ตาม ความสว่าง
ที่เกิดภายในก็ตาม ย่อมมีมากกว่าการสวดมนต์
ยิ่งกว่านั้น ถ้าทำได้ถูกส่วนจริงๆ การเห็นธรรมะที่ลึกซึ้ง ก็มีโอกาสเป็นไปได้ในขณะ
ที่ทำภาวนานี่เอง ปู่ย่าตาทวดของเราจึงได้อุปมาการทำภาวนาอย่างจริงจัง อย่างต่อเนื่อง
นี้ว่าเหมือนกับยากิน คือสามารถแก้ไข้ แก้ปวดได้มากกว่ายาทา
แต่อย่างไรก็ตาม อย่าไปคิดเปรียบว่าอะไรดีกว่าอะไรเลย เพราะคำสอนของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่เราจะต้องท่อง เมื่อท่องแล้วก็นำมาตรอง นำมาใช้เป็นหลักในการทำ
ภาวนา
เมื่อการสวดมนต์ก็มีความจำเป็น เนื่องจากเป็นยาทาประเภทที่ทาแล้วเข้าไปถึงใจ
ส่วนการทำสมาธิก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้น เพราะฉะนั้น ทั้ง 2 อย่างนี้จึงต้องทำควบคู่ไปด้วยกัน
ตามวัดวาอารามต่างๆ พระท่านตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อลุกขึ้นมาสวดมนต์ ทบทวนคำสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สวดมนต์กันเป็นชั่วโมงทีเดียว เสร็จแล้วท่านก็ทำสมาธิของท่านต่อ
เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อทราบประโยชน์กันอย่างนี้แล้ว ก็ขอให้พวกเรา แม้อยู่ที่บ้านอย่าง
น้อยก็ต้องสวดมนต์ก่อนนอน แล้วถ้าตอนเช้าก่อนไปทำงานได้สวดอีกสักรอบหนึ่งก็ยิ่งดี
และที่ขาดไม่ได้คือต้องทำสมาธิ เพื่อใจจะได้ใสเต็มที่ เพราะถ้าคืนนี้นอนหลับไปแล้ว
ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย ก็จะได้ละโลกไปด้วยใจที่ผ่องใส ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกัน
ว่า ผู้ที่ละโลกไปขณะใจผ่องใสย่อมมีสวรรค์หรือสุคติเป็นที่ไป
แต่ว่าถ้าหลับไปแล้ว เช้าก็ยังได้ตื่นขึ้นมาดูดวงอาทิตย์อีก ก็จะตื่นขึ้นมาด้วยใจใสๆ
พร้อมกับความคิดที่สร้างสรรค์ จิตใจที่เบิกบาน เมื่อเป็นอย่างนี้อนาคตของเราย่อมดีแน่ๆ
เพราะฉะนั้น ต้องทั้งสวดมนต์ ทั้งภาวนา ควบคู่กันไป อย่าได้ขาดแม้สักวันเดียว นี่คือหัวใจ
ของการทำกิจกรรมบ้านกัลยาณมิตร