อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ DOU MD 203 อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ หน้า 106
หน้าที่ 106 / 111

สรุปเนื้อหา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่ การทำให้ มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรม เป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อทำวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น” อโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุให้เกิดวิจิกิจฉา คือการไม่ใช้ปัญญาพิจารณาสภาพธรรมหรือสภาพ ความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาสภาพธรรมตามความเป็นจริงเรียกว่า “ใช้โยนิโสมนสิการ คือบางคนนั้น เมื่อตนไม่เข้าใจสิ่งใดแล้ว ก็ไม่เข้าไปไต่ถามท่านผู้รู้ ทั้งตนเองก็ไม่ยอมพิจารณาเหตุผล ตามความจริง ก็ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นได้ เช่นมีความสงสัยในเรื่องบุญบาป ในเรื่องนรกสวรรค์ หรือ เรื่องการทําเพ็ญกรรมฐาน ไม่แน่ใจว่าที่ตนทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ เมื่อไม

หัวข้อประเด็น

- อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

5. บางคนก็สงสัยว่า จะนึกองค์พระดี หรือดวงแก้วดี หรือจะวางใจเฉยๆ ดี จะนึกองค์พระให้ ใหญ่หรือเล็ก ใส หรือสว่าง ไว้ตรงไหนดี เป็นต้น 6. ประสบการณ์แต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่เคยได้ยินได้ฟังมา เป็นต้น 7.5.2 สาเหตุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่ การทำให้ มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรม เป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉานั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อทำวิจิกิจฉาที่เกิดแล้ว ให้กำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น” 1 อโยนิโสมนสิการ เป็นเหตุให้เกิดวิจิกิจฉา คือการไม่ใช้ปัญญาพิจารณาสภาพธรรมหรือสภาพ ความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาสภาพธรรมตามความเป็นจริงเรียกว่า “ใช้โยนิโสมนสิการ คือบางคนนั้น เมื่อตนไม่เข้าใจสิ่งใดแล้ว ก็ไม่เข้าไปไต่ถามท่านผู้รู้ ทั้งตนเองก็ไม่ยอมพิจารณาเหตุผล ตามความจริง ก็ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นได้ เช่นมีความสงสัยในเรื่องบุญบาป ในเรื่องนรกสวรรค์ หรือ เรื่องการทําเพ็ญกรรมฐาน ไม่แน่ใจว่าที่ตนทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ เมื่อไม่ใช้ปัญญาพิจารณาโดย แยบคาย(อโยนิโสมนสิการ) คือไม่พิจารณาเหตุผลด้วยปัญญา ก็เป็นเหตุให้เกิดความสงสัยคือวิจิกิจฉา นิวรณ์ข้อนี้ขึ้น ย่อมจะขัดขวางการทำสมาธิ เพราะมีความลังเลสงสัยในข้อปฏิบัติ เนื่องจากอโยนิโสมนสิการ คือ การไม่ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองนี้เอง นอกจากนี้ จากการฝึกปฏิบัติยังพบว่า ความลังเลสงสัยยังเกิดจากการที่ผู้ฝึกนำความรู้เดิมที่มี อยู่เพียงเล็กน้อย เข้ามาเทียบเคียงกับผลการปฏิบัติแล้วพยายามตีความ ทำให้เกิดความสับสน แทนที่จะ ได้ทำสมาธิต่อไปอย่างสบายๆกลับต้องเอาใจไปสาละวนอยู่กับการวิจัยวิจารณ์พิจารณาระดับสมาธิของตัวเอง ทำให้ใจไม่เป็นสมาธิ ซึ่งเราสามารถสรุปประเภทของความสาเหตุความลังเลสงสัย ได้ดังนี้ คือ 1. เกิดจากความรู้ที่ได้จากการฟัง เริ่มจากความเป็นผู้ทะยานอยากที่จะปฏิบัติให้ได้ผล อยากรู้ อยากได้ยินความเป็นไปของผู้ทำ สมาธิได้ดี ทำให้คอยฟังโดยตรง หรือถ่ายทอดต่อกันมา หรือไม่ก็คอยถามกับผู้ที่ตนคิดว่ารู้แล้ว ส่งผลให้ เกิด ความไม่รู้จริง ไม่เห็นจริง ไม่ได้เข้าถึงสภาวธรรมภายในด้วยตัวเอง เมื่อถึงคราวตัวเองปฏิบัติเลยเกิดความ พยายามที่จะเอาอย่าง เพราะเข้าใจผิดคิดว่าการปฏิบัติสมาธิเหมือนกับการเรียนหนังสือ ที่พอได้ยินได้ฟัง มาแล้วสามารถจินตนาการได้ ทำให้เกิดความสับสน อึดอัด เกิดความไม่มั่นใจในธรรมะ คิดว่าไม่จริงบ้าง เป็น เรื่องพูดจาโอ้อวดกันบ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกเสื่อมศรัทธา ท้อถอย พลอยไม่ยินดีที่จะทำสมาธิต่อไป - สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 467 หน้า 248 บ ท ที่ 7 อุ ป ส ร ร ค ต่าง ๆ และวิธีแก้ไข DOU 97
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More