คนเลี้ยงสัตว์ฟังให้ดี ขี่หลังลา พาปวดหลัง

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.120 คนเลี้ยงสัตว์ฟังให้ดี ขี่หลังลา พาปวดหลัง

ออกอากาศ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2546

คนเลี้ยงสัตว์ฟังให้ดี ขี่หลังลา พาปวดหลัง

-
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคส เล่าเรื่องราวของครอบครัวให้คุณครูไม่ใหญ่ฟังว่า คุณพ่อเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ย้ายมาอยู่เมืองไทยและได้แต่งงานกับคุณแม่ มีบุตรด้วยกัน 5 คน เป็นชาย 2 หญิง 3 โดยผู้ส่งเคสเป็นคนที่ 3 ครอบครัวของคุณพ่อเคยมีฐานะพอสมควรจากการทำสวนปลูกผักขายด้วยความขยันอดทน

เนื้อเรื่อง

ชีวิตของครอบครัวผู้ส่งเคสต้องเผชิญกับมรสุมเมื่อคุณพ่อประสบอุบัติเหตุ มีของหนักตกใส่ศีรษะในวัย 6 ขวบของคุณผู้ส่งเคส แม้จะคิดว่าไม่เป็นไรในตอนแรก แต่ภายหลังอาการกลับทรุดหนักกลายเป็นโรคร้าย คุณพ่อต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมิชชั่นเป็นเวลาต่อเนื่องนานถึง 2-3 ปี การรักษาทำให้เงินที่เคยมีหมดไป แถมยังมีหนี้สินเพิ่มอีก 40,000 บาท ในที่สุดครอบครัวต้องตัดสินใจรับคุณพ่อกลับมาดูแลที่บ้าน ขณะนั้นคุณแม่ซึ่งมีอายุเพียง 37 ปี ต้องเผชิญกับภาระอันหนักอึ้ง นอกจากจะต้องดูแลลูกเล็กๆ อีก 4 คนแล้ว คุณแม่ยังท้องแก่ใกล้คลอด อีกทั้งยังต้องดูแลคุณพ่อที่ป่วยหนักและครอบครัวไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ซ้ำร้ายยังมีหนี้สินอีกด้วย คุณพ่อเห็นความลำบากของคุณแม่ จึงพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งคืนหนึ่งประมาณตี 1 คุณพ่อก็ตัดสินใจดื่มยาฆ่าแมลงและฆ่าตัวตายได้สำเร็จ คุณพ่อคิดว่านี่เป็นทางออกเดียวที่จะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว ซึ่งคุณครูไม่ใหญ่บอกว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ก่อนเสียชีวิต คุณพ่อได้สั่งเสียคุณแม่ว่าให้เลี้ยงลูกให้ดี หากลูกคนเล็กที่กำลังจะคลอดออกมาแล้วเลี้ยงไม่ไหวก็ให้ยกให้คนอื่นเลี้ยง

หลังจากการจากไปของคุณพ่อเพียง 15 วัน คุณแม่ก็ได้คลอดน้องสาวคนสุดท้องออกมา ในเวลาเดียวกัน เพื่อนบ้านชาวจีนที่สนิทสนมและเคยช่วยเหลือครอบครัวผู้ส่งเคสก็ย้ายไปอยู่ภาคเหนือ ทำให้คุณแม่ต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้นไปอีกเพราะขาดทั้งสามีและเพื่อนที่คอยช่วยเหลือ แต่คุณแม่เป็นยอดหญิงนักสู้ แม้จะลำบากแค่ไหนก็อดทน ใช้หนี้สินจนหมด มีทิฐิไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร คุณแม่บากบั่นเลี้ยงดูลูกทั้ง 5 คนด้วยตัวเองจนลูกๆ เติบใหญ่ คุณแม่เป็นคนใจดี มีเมตตา ไม่ว่าร้ายใคร ชอบสนุก ชอบดูละคร ชอบรำไทย ร่าเริง แจ่มใส อารมณ์ดี มีอารมณ์ศิลปิน ทำบุญบ้าง และสอนลูกให้เป็นคนดี ไม่โกงใคร ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มเหล้า และให้ชื่นชมยินดีกับคนที่ได้ดี คุณแม่สอนว่าไม่มีเงินก็ขอให้มีการศึกษาสูงๆ

เมื่อลูกๆ โต ผู้ส่งเคสและพี่สาวคนโตต่างก็มีครอบครัวและแยกย้ายกันออกไป ส่วนคุณแม่ตอนแรกอยู่กับพี่ชายคนโต น้องชาย และน้องสาวคนสุดท้อง แต่เมื่อน้องชายคนเล็กแต่งงานและรับสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ชีวิตของคุณแม่ก็เริ่มไม่มีความสุข เพราะลูกสะใภ้เป็นคนแข็ง ไม่ยอมอ่อนข้อให้คุณแม่และพี่น้อง ทำให้พี่ชายและน้องสาวต้องย้ายออกมาอยู่กับผู้ส่งเคส ส่วนคุณแม่ต้องอยู่กับลูกชายคนเล็กและลูกสะใภ้ตามเหตุผลของพี่สาวคนโตที่ถือตามธรรมเนียมจีนว่าแม่จะต้องอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้เท่านั้น จะไปอยู่กับลูกสาวหรือลูกเขยไม่ได้ ถือว่าผิดธรรมเนียมจีน พี่สาวคนโตทนได้แม้คุณแม่จะถูกรังแก แต่ผู้ส่งเคสทนไม่ได้ คุณครูไม่ใหญ่บอกว่าธรรมเนียมนี้มันไม่ถูกต้อง

ต่อมา คุณแม่ป่วยและไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ลูกสะใภ้ยังได้นำกระดูกคุณพ่อที่เก็บไว้ที่บ้านไปไว้ที่กำแพงวัด ผู้ส่งเคสทราบเรื่องจึงรีบไปรับคุณแม่มารักษาตัวที่โรงพยาบาล คุณแม่ใช้ชีวิตอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่นั้นมา คุณแม่ก็ไม่ฟังคำทัดทานจากพี่สาวคนโตอีกต่อไป และมาอยู่กับครอบครัวผู้ส่งเคสอย่างมีความสุข สามีของผู้ส่งเคสก็ดีกับคุณแม่มาก ในวาระสุดท้าย คุณแม่พูดว่าลูกเขยคนนี้ดีกับแม่มากที่สุด มีความสุขมากที่ได้มาอยู่ด้วย และอวยพรให้ลูกเขยเจริญรุ่งเรือง แต่พี่สาวคนโตมักจะมาเยี่ยมคุณแม่แล้วพูดให้กลับไปอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ อ้างว่ามาอยู่กับลูกสาวลูกเขยมันผิดธรรมเนียม ทำให้ผู้ส่งเคสรู้สึกขัดใจเพราะรู้ว่าคุณแม่ไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้ฟัง ผู้ส่งเคสเคยปวารณาตนว่าจะทุ่มเทดูแลคุณแม่ให้มีความสุขที่สุดเพื่อตอบแทนคุณ แต่เมื่อคุณแม่จากไปก่อน ก็รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ถึง 100% รู้สึกไม่สบายใจ

คุณแม่เริ่มป่วยในปี 2532 ด้วยโรคกระดูกทับเส้นประสาทไขสันหลัง ปี 2538 ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยขึ้นเพราะปวดศีรษะและอาเจียน ปี 2545 เริ่มอ่อนแอลง แพทย์ตรวจพบว่าเป็นไซนัสอักเสบจนหนองตกตะกอนจับเส้นเลือด ต้องผ่าตัดดูดหนองออก อาการดีขึ้น แต่ในวันที่ 9 เมษายน 2546 ระบบหายใจผิดปกติ ต้องปั๊มหัวใจ นำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด

หลายปีก่อนที่คุณแม่จะเสียชีวิต ลูกๆ ได้ไปซื้อฮวงซุ้ยให้คุณพ่อคุณแม่ โดยตั้งใจว่าจะย้ายอัฐิคุณพ่อจากกำแพงวัดมาไว้ที่นี่ แต่ก่อนที่คุณแม่จะเสียชีวิต ได้สั่งเสียลูกว่าให้เผาและนำอัฐิไปไว้ที่กำแพงวัดกับคุณพ่อ และงานศพไม่ต้องจัดกงเต็ก แต่ลูกสะใภ้กับพี่สาวคนโตยังคงต้องการทำกงเต็กแบบจีนและฝังท่าเดียว ผู้ส่งเคสไม่ยอม พี่สาวคนโตพูดให้หมดกำลังใจว่าเผาเถิดเดี๋ยวก็ชิเป๋งหรอก แต่ผู้ส่งเคสก็จัดงานศพตามที่คุณแม่สั่งทุกประการ

คำถาม

  1. คุณพ่อคุณแม่ตายแล้วไปไหน?
  2. บุญที่ผู้ส่งเคสทำ คุณพ่อคุณแม่ได้รับหรือไม่?
  3. คุณพ่อมีวิบากกรรมใดจึงต้องฆ่าตัวตาย?
  4. คุณแม่มีวิบากกรรมใดจึงมีชีวิตลำบากเพราะขาดสามี ป่วยด้วยโรคกระดูกทับเส้นประสาทและไซนัส?
  5. คุณแม่มีวิบากกรรมใดถึงถูกพี่สาวคนโตบังคับให้อยู่กับลูกชายตามธรรมเนียมจีน ทั้งที่ลูกสะใภ้ก็ไม่ดีต่อแม่?
  6. การที่ผู้ส่งเคสจัดงานศพคุณแม่ด้วยการนำไปเผาตามที่แม่ต้องการ แม่ได้รับทราบหรือรู้สึกอย่างไร?
  7. ผู้ส่งเคสจะต้องทำบุญอะไรถึงจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

สองเราเท่ากัน

ผู้ส่งเคสมีคำถามกราบเรียนคุณครูไม่ใหญ่ดังนี้

ไม่ได้มาง้อแต่มาขอร่ำลา

คุณพ่อและคุณแม่ของผู้ส่งเคส ละโลกแล้วไปไหน มีสภาพเป็นอยู่อย่างไร ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่ ท่านมีอะไรฝากมาบอกหรือไม่

เจ้าที่อยากแต่งงาน

ผู้ส่งเคสมีคำถามถึงคุณครูไม่ใหญ่ดังนี้,,:

โสดสนิท

วิบากกรรมใดทำให้แม่บุญธรรมต้องผ่าตัดถึง 5 ครั้ง และเป็นมะเร็งปอดจนเสียชีวิต ก่อนตายมีคตินิมิตอย่างไร เสียชีวิตแล้วไปภพภูมิไหน มีความอยู่เป็นอย่างไร มีอะไรฝากบอกลูกบ้างไหม

ใครๆก็ไม่แน่ใจผม

บุพกรรมใดทำให้คุณพ่อถูกส่งไปอยู่เมืองจีน ต้องเจอภัยสงคราม กลับมาเมืองไทยแล้วคุณแม่และน้องๆ ไม่ยอมรับ ต้องอยู่ด้วยความอึดอัดจนต้องแยกออกมาสร้างครอบครัวเองด้วยความยากลำบาก

ถอดจิต

การที่กัลยาณมิตรมีหูทิพย์ ตาทิพย์ ติดต่อกับผู้ต่างภพภูมิได้ เป็นจริงหรือไม่ เหตุใดเธอจึงถอดจิตบ่อยๆ บางครั้งก็ถอดได้เอง ตอนถอดจิตไปร่วมงานชุบตัวที่สระมงคลเศรษฐีกับลูกสาวเป็นจริงหรือไม่ ผู้ที่ฝึกสมาธิแล้วเกิดหลุดออกไปแบบนี้ควรแก้ด้วยวิธีใด

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา