ชีวิตชีมืด ด้วยผูกพันและกตัญญู

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.438 ชีวิตชีมืด ด้วยผูกพันและกตัญญู

ออกอากาศ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548

อธิษฐานจิตให้ได้เกิดในพระพุทธศาสนาสำคัญนัก

-
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคสเป็นลูกสาวคนโตในบรรดาพี่น้อง 5 คน เธอเรียนในโรงเรียนคาทอลิกตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเรียนต่อจนจบปริญญาตรีในสถาบันของรัฐบาล หลังจบการศึกษา เธอได้สอนในโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่ง จากนั้นได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากจนในภาคอีสาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะนักบวชศาสนาคริสต์ การทำงานนี้ทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอเปลี่ยนจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก นอกจากนี้ ในบริเวณที่ทำงานยังมีอารามนักบวชหญิงแบบนักพรตที่เรียกว่า ชีลับ หรือ ชีมืด ซึ่งไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก ทำให้เธอซึ่งชอบความเงียบสงบและการนั่งสมาธิติดใจบรรยากาศแบบนั้น เธอได้ร่วมพิธีสวดในวันหยุดและใช้ศัพท์คล้ายศาสนาพุทธ เช่น ทำวัตรเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น และค่ำ ต่อมา เธอได้อ่านประวัติพระเยซูเจ้าและเข้าร่วมพิธีมิซาทุกเช้า ในที่สุด เธอได้รับศีลล้างบาปและเตรียมตัวเป็นคริสตชนอย่างสมบูรณ์ แต่เหตุการณ์หนึ่งได้เกิดขึ้นก่อนคือ คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งโพรงจมูกและลามขึ้นสมอง

เนื้อเรื่อง

ผู้ส่งเคสเล่าถึงเรื่องราวชีวิตของเธอว่า เธอเป็นพี่สาวคนโตที่มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน เธอเติบโตและเรียนในโรงเรียนคาทอลิกเป็นเวลานานตั้งแต่เด็กจนจบมัธยมต้น จากนั้นเรียนต่อปริญญาตรีในสถาบันรัฐบาล ชีวิตการทำงานเริ่มต้นด้วยการเป็นครูในโรงเรียนคาทอลิก ก่อนจะเปลี่ยนไปทำงานในมูลนิธิช่วยเหลือเด็กยากจนทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาและรายได้แก่ครอบครัวเด็ก มูลนิธินี้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะนักบวชศาสนาคริสต์ การทำงานในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้ชีวิตของผู้ส่งเคสเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอเปลี่ยนศาสนาจากพุทธเป็นคริสต์ นิกายคาทอลิก อีกปัจจัยหนึ่งคือการได้พบอารามนักบวชหญิงประเภทนักพรตที่เรียกว่า ชีลับ หรือ ชีมืด ในบริเวณที่ทำงาน นักบวชเหล่านี้ใช้ชีวิตสันโดษอยู่ในอาราม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก ด้วยพื้นฐานที่ชอบความเงียบสงบและชอบนั่งสมาธิอยู่แล้ว เธอจึงรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศและความสะอาดในอาราม กิจวัตรหลักของนักบวชในคณะนี้คือการสวดภาวนาวันละ 7 ครั้ง เธอได้ขอเข้าร่วมพิธีสวดในวันหยุด โดยเฉพาะวันอาทิตย์ และมักได้ยินศัพท์บางอย่างที่คล้ายกับพุทธศาสนา เช่น การทำวัตรเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น และค่ำ (ยกเว้นเที่ยงคืน) และการกล่าวถึง สามเณร ซึ่งจริงๆ แล้วเดิมไม่ได้มีในศาสนาคริสต์ แต่เพิ่งมามีในประเทศไทย เธอเข้าร่วมพิธีมิซาซึ่งเป็นการบูชาขอบพระคุณพระผู้เป็นเจ้าทุกเช้า เธอทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เข้าร่วม ไม่ได้มีสิทธิ์เข้าส่วนร่วมในพิธีอย่างเต็มที่ เพราะผู้ที่จะเข้าร่วมได้ต้องผ่านการเรียนคำสอนจากบาทหลวงและได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ก่อน ในที่สุด เธอเองก็ได้เรียนคำสอนและได้รับศีลล้างบาป เตรียมตัวจะเป็นคริสตชนเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เธอจะได้เข้าพิธีรับศีลอย่างสมบูรณ์ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เธอได้รับข่าวอาการป่วยของคุณพ่อที่รุนแรง ภายหลังทราบว่าคุณพ่อเป็นมะเร็งที่โพรงจมูกและลามขึ้นสมอง ในเวลานั้น น้องๆ ยังเรียนไม่จบ และเธอเป็นคนเดียวที่ขับรถได้ ด้วยความกตัญญู เธอจึงต้องลาออกจากงานที่มูลนิธิในภาคอีสานและกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลคุณพ่อที่ไปหาหมอเป็นเวลา 9 เดือนจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2531 การเสียชีวิตของคุณพ่อทำให้ครอบครัวขาดเสาหลักไป เธอให้น้องสาวคนเล็กที่เพิ่งจบปริญญาตรีไปทำงานแทนที่มูลนิธิเดิม ซึ่งน้องสาวคนนี้ก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา เพราะมีสามีเป็นคริสตชน หลังจากลาออกจากงาน ผู้ส่งเคสก็มาช่วยกิจการร้านค้าวัสดุก่อสร้างของคุณพ่อและอยู่กับคุณแม่ เมื่อน้องชายเรียนจบ เธอก็ให้น้องชายทำกิจการต่อในปี พ.ศ. 2533 ในปีเดียวกันนั้นเอง เธอได้พบกับกัลยาณมิตรที่พามาวัดพระธรรมกายตั้งแต่ยังเป็นสภาหลังคาจาก และได้อยู่ที่วัดเป็นเวลาปีกว่าๆ เธอไม่ได้มีอคติหรือไม่ชอบวัดพระธรรมกายเลย

แต่หลังจากนั้น เธอก็ได้รับการติดต่อจากนักบวชหญิงชาวฟิลิปปินส์ ชวนให้ไปช่วยงานมูลนิธิของคณะที่ภาคอีสานอีกครั้ง เธอตั้งใจจะไปช่วยงานเพียงชั่วคราว แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เธอได้ไปดูงานของคณะที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวลา 1 ปี หลังจากกลับมา เธอก็ตัดสินใจรับศีลล้างบาปอย่างเป็นทางการและเริ่มเรียนศาสนาคริสต์อย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา เมื่อกลับจากฟิลิปปินส์ เธอก็ได้ไปช่วยงานของคณะที่ภาคอีสานอีกพักหนึ่ง ในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นั่น เธอได้สวดทำวัตรเช้าและเย็นกับคณะนักบวชแบบนักพรต ซึ่งเน้นการสวดภาวนาเป็นหลัก การได้ทำเช่นนั้นทำให้เธอรู้สึกสงบและสบายใจ ด้วยพื้นฐานที่ชอบอยู่เงียบๆ และภาวนาอยู่แล้ว วันหนึ่ง อธิการของอารามแห่งนั้นได้ถามเธอว่า อยากจะเข้าอารามหรือไม่ เธอดีใจมากและขออนุญาตคุณแม่ คุณแม่ซึ่งยังนับถือศาสนาพุทธอยู่แต่มีหัวใจกว้างขวางก็อนุญาต เธอจึงตัดสินใจเข้าคณะนักบวชนักพรตทันที แต่เป็นคณะใหม่ ไม่ใช่ที่ฟิลิปปินส์ เธอได้กลับไปที่อารามและใช้ชีวิตเป็นผู้ฝึกหัด 3 เดือน เลื่อนเป็นผู้เตรียมตัวบวชอีก 1 ปี และได้รับเสื้อศักดิ์สิทธิ์เป็น นวิส ผู้ฝึกหัด ซึ่งคล้ายกับพระนวกะของพุทธศาสนา

ชีวิตในอารามดำเนินไปจนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้รับข่าวจากทางบ้านว่าน้องชายคนเดียวซึ่งอยู่กับคุณแม่และเป็นหลักของครอบครัวป่วยเป็นโรคเอดส์ เมื่อรู้ข่าว เธอเสียใจมากจนไม่เป็นอันสวดภาวนา ทานอาหารไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่พูดจากับใคร เก็บตัวอยู่เงียบๆ เพราะรักน้องคนนี้มาก และคิดว่าอยากจะเป็นแทน เธอได้ปรึกษาผู้ใหญ่ในคณะ เช่น สังฆราช และนวกจาร (อาจารย์ผู้ดูแลผู้ฝึกหัด) ทุกคนเห็นควรว่าเธอควรลาออกไปรักษาน้องและดูแลคุณแม่ ด้วยความเมตตาของผู้ใหญ่ในอารามและคุณแม่ของนวกจาร เธอจึงจำต้องออกจากอารามทั้งๆ ที่ใจไม่อยากออก เมื่อเห็นสภาพน้องชายที่บ้าน เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะน้องน่าสงสารมาก แพทย์บอกว่าน้องชายอยู่ในขั้นสุดท้ายและอาจอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน แต่เธอไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับคุณแม่ เธอตัดสินใจให้น้องชายใช้ยาที่ดีที่สุดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากถึงหลักแสนต่อสัปดาห์ โดยมีคุณแม่ดูแลอย่างดีมาตลอด คุณแม่ได้อธิษฐานจิตขอให้คุณยายอาจารย์และหลวงปู่ช่วยให้น้องชายหายและลดค่าใช้จ่าย ปรากฏว่าน้องชายอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนหายจริงในปี พ.ศ. 2544 แม้ยังมีเชื้อ HIV อยู่ แต่ก็พ้นขีดอันตรายแล้ว น้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 35 กก. เป็น 60 กก. แพทย์ลดการใช้ยาลงเรื่อยๆ และในปี พ.ศ. 2546 น้องชายสามารถขับรถไปหาหมอเองได้ เธอมั่นใจว่าอาการดีขึ้นของน้องชายเป็นเพราะบารมีของหลวงปู่ หลวงพ่อ และคุณยายอาจารย์ โดยเฉพาะคุณแม่ที่สวดมนต์ภาวนาขอพรอย่างสม่ำเสมอ คุณแม่เป็นนักเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาที่ดีมาตลอด

หลังจากน้องชายพ้นขีดอันตรายและมีครอบครัว เขาก็ทิ้งแม่ไปอยู่กับภรรยา มอบภาระการดูแลให้พี่สาว (ผู้ส่งเคส) ในช่วงนี้ ครอบครัวมีเรื่องวุ่นวาย พี่น้องไม่สามัคคีกัน ผู้ส่งเคสซึ่งเป็นพี่คนโตก็ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ ดังนั้นในวันที่ 21 เมษายน 2546 เธอจึงขอคุณแม่ไปบวชเข้าอารามอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 แต่เป็นคณะใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นนักบวชแบบนักพรตเช่นเดิม เธอได้รับประสบการณ์มากมายในอารามนี้เกือบ 2 ปี ชีวิตที่นี่ไม่ค่อยสงบเท่าที่ควร แล้วเธอก็เกิดสำนึกที่ไม่เคยมีมาก่อน คือ ความกตัญญูต่อคุณแม่ เธอคิดถึงแม่ทุกวัน เป็นห่วงแม่ที่ต้องอยู่คนเดียวในตอนกลางคืน กลัวว่าถ้าแม่เป็นอะไรไป ใครจะดูแลทัน เพราะพี่น้องต่างก็ไปอยู่กับครอบครัวตัวเอง คุณแม่โทรหาทีไร เธอจะร้องไห้เพราะคิดถึงแม่และอยากกลับบ้าน เธอถามแม่เสมอว่าอยู่กับใคร ซึ่งแม่จะตอบว่าอยู่กับหลวงพ่อ หมายถึงจานดาวธรรม ในที่สุด ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอรู้สึกอยากกลับบ้าน ทั้งๆ ที่ยังรักชีวิตนักบวชแบบนั้นซึ่งเป็นความใฝ่ฝันมานาน อย่างไรก็ตาม การอบรมในอารามก็สอนให้เธอมีความคิดว่าแม่อย่างไรก็เป็นแม่ ให้ถือว่าแม่เป็นพระในบ้าน วันแล้ววันเล่า เธอต้องอดทนคิดถึงบ้านจนสุขภาพไม่ดี วันหนึ่ง เธอจึงบอกคุณแม่ตรงๆ ว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว ต้องกลับบ้าน คุณแม่ตกใจนิดหน่อย แต่สุดท้ายเธอก็ได้ออกจากอารามมาในวันที่ 11 กันยายน 2547 เธอกลับมาอยู่บ้านกับแม่เพื่อดูแล ส่งแม่ไปวัด ไปหาหมอเมื่อแม่เจ็บป่วย ในวันที่ 28 กันยายน 2547 ซึ่งเป็นวันครูธรรมกาย เธอได้พาคุณแม่ไปหาหมอที่กรุงเทพฯ และมาวัดพระธรรมกายกับคุณแม่เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี เธอดีใจและตื้นตันใจมากที่ได้ถวายปัจจัยและเห็นหลวงพ่อเป็นครั้งแรกในวันนั้น เธอยังได้ร่วมพิธีอัญเชิญท็อปโดมขึ้นประดิษฐาน ณ อาคาร 60 ปี เธอขับรถกลับบ้านด้วยความปีติ ไม่รู้สึกเหนื่อย แม้ถึงบ้านเวลา 22.00 น. ตั้งแต่นั้นมา เธอก็มีโอกาสไปส่งคุณแม่ที่วัดอีกหลายครั้ง และรู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เธอรู้สึกมีบุญมากที่ได้ร่วมหล่อองค์หลวงปู่ทองคำในวันที่ 10 ตุลาคม 2547 และรู้สึกภูมิใจ สบายใจที่ได้กลับมาอีกครั้ง

ในคืนวันที่ 16 ตุลาคม 2547 เวลา 19.30 น. หลังทานอาหารเย็น ขณะเธอกำลังอ่านประวัติหลวงปู่ คุณแม่ที่ยืนอยู่ดีๆ ก็ล้มลงกับพื้นและนอนชักอยู่พักหนึ่ง เธอเห็นคุณแม่นอนชักพอดี จึงรีบเขย่าตัวจนแม่รู้สึกตัว แม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่รู้ตัวเลย เธอจึงพาแม่ไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ แต่หมอหาไม่พบสาเหตุใดๆ ทั้งที่ตรวจทุกอย่างดีหมด ตั้งแต่นั้นมา เธอไม่เคยให้แม่ไปไหนคนเดียวหรืออยู่คนเดียวอีกเลย เธอพยายามปฏิบัติธรรมจริงจังเหมือนตอนอยู่ในอาราม แต่ใช้นอกกายเป็นอารามและเอาใจอยู่ในศูนย์กลางกายเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายในตัว เธอขอให้ได้สร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะและอยากให้น้องๆ เข้าวัดด้วย โดยเชื่อว่าต้องเริ่มที่ตัวเธอก่อน เธออธิษฐานจิตขอให้สิ่งที่ฝันไว้เป็นจริง

จากเรื่องราวเหล่านี้ ผู้ส่งเคสจึงมีคำถามหลายข้อที่ต้องการคำตอบจากคุณครูไม่ใหญ่

คำถาม

  1. เหตุใดคุณพ่อจึงเป็นมะเร็งและมีอาการทรมานหลายเดือนก่อนเสียชีวิต คุณพ่อตอนนี้อยู่ที่ไหน สบายดีหรือไม่ ฝากข้อความถึงคุณแม่และลูกๆ หรือไม่ ได้รับส่วนบุญที่คุณแม่ทำอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และลูกจะทำอย่างไรคุณพ่อจึงจะได้รับบุญมากๆ
  2. ช่วงที่ลูกบวชในศาสนาคริสต์และอุทิศบุญไป คุณพ่อได้รับหรือไม่ ท่านอยากให้ลูกบวชอยู่ที่อารามหรือไม่ เหตุใดลูกจึงฝันว่าคุณพ่อมาหาที่อารามแล้วเข้าไม่ได้
  3. เหตุใดน้องชายจึงเป็นโรคเอดส์ ทุกวันนี้เขาไม่ยอมอยู่บ้านกับคุณแม่ทั้งที่รู้ว่าแม่รักและหวังดีกับเขา แต่กลับรักและดูแลภรรยามากกว่าแม่ ลูกควรทำอย่างไรน้องชายจึงจะกลับใจเข้าวัด ฟังธรรม และกลับเป็นคนดี
  4. เหตุใดน้องสาวคนที่ 3 ต้องแต่งงานกับคนต่างศาสนาและเปลี่ยนศาสนา เธอยกให้น้องสาวผู้นี้กับอาผู้หญิง (น้องสาวพ่อ) ที่ไม่มีลูกเลี้ยงดู แต่ทุกวันนี้เธอไม่พูดจากับอาผู้หญิงเลย และไม่พอใจแม่ผู้ให้กำเนิดด้วย แม้บ้านจะติดกันก็ไม่มาบ้านคุณแม่ เธอโกรธอะไรกับแม่ทั้งสองคน บุปกรรมของทั้ง 3 คนเกี่ยวข้องกันอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร
  5. เหตุใดน้องทุกคนจึงไม่เห็นด้วยกับการมาวัดพระธรรมกาย ลูกควรทำอย่างไรเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและมาร่วมสร้างบารมีกับหมู่คณะ
  6. เหตุใดคุณแม่ที่ยืนอยู่ดีๆ จึงล้มลงชัก ปากเบี้ยว มือหงิกงอ น่ากลัว แต่หมอหาไม่พบสาเหตุ แม่จะเป็นอีกหรือไม่ ลูกควรทำอย่างไรจึงจะช่วยคุณแม่ไม่ให้เป็นเช่นนี้อีก
  7. การที่ลูกเปลี่ยนศาสนาไปเป็นคริสต์อย่างถูกต้อง แล้วจะกลับมาเป็นลูกหลวงพ่อได้อย่างเต็มภาคภูมิ ต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ไปโบสถ์คริสต์อีก จะมีผลอย่างไรต่อลูกทางฝ่ายวิญญาณหรือไม่
  8. บุพกรรมอะไรส่งผลให้ลูกต้องเปลี่ยนศาสนา แต่ก็กลับมานับถือพุทธอีกครั้ง
  9. คุณแม่และลูกสร้างบารมีมากับหมู่คณะอย่างไร และทำไมในชาตินี้คุณแม่จึงมั่นคงในพระพุทธศาสนา แม้ลูกๆ ไม่สนับสนุน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

อีตาคนนี้ แปล๊ก แปลก

คุณพ่อมีกรรมใดจึงต้องยอมคุณแม่ทุกครั้ง ทั้งๆ ที่เหตุผลของคุณแม่เป็นการบังคับใจ

สร้างพระเป็นสิ่งสากล

ผู้ส่งเคส มีคำถามกราบเรียนถาม คุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้ครับ/ค่ะ

ครอบครัวขัดสนเพราะการพนัน

ทำไมแม่ต้องเกิดในครอบครัวแตกแยก มีชีวิตลำบาก และถูกขังในวัยเด็กทั้งที่ไม่ได้ทำผิด?

ตายสบายๆ ด้วยบุญถวายยารักษาโรค

คุณพ่อและพี่ชายก่อนเสียชีวิตรับรู้และทำตามที่ผู้ส่งเคสบอกหรือไม่ นึกถึงบุญได้หรือไม่.

มะเร็งที่ไม่เจ็บปวด

ทำไมชีวิตของบิดาจึงมีช่วงรุ่งเรืองและดวงตกสลับกันไป และช่วงดวงตกจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเสมอ

ลูกแสงจันทร์

หลังเสียชีวิต กายละเอียดของเธอได้ไปร่วมงานศพของเธอหรือไม่ และได้มาเวียนประทักษิณที่มหาธรรมกายเจดีย์หรือไม่ ได้ทำถูกต้องตามหลักวิชชาหรือไม่ และได้กลับดุสิตบุรีหรือไม่

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา