
ประวัติผู้ส่ง
เรื่องราวของผู้ส่งเคสนี้เริ่มต้นขึ้นในประเทศอิรัก。คุณครูไม่ใหญ่เล่าว่าผู้ส่งเคสได้รู้จัก DMC จากคนไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548。ในช่วงเวลานั้น ใจของผู้ส่งเคสกำลังห่อเหี่ยว หมดหวัง มีแต่ความทุกข์กังวล。ครั้งแรกที่ผู้ส่งเคสได้เห็นคุณครูไม่ใหญ่ แม้จะไม่รู้ว่าท่านคือใคร และยังไม่เข้าใจความหมายที่ท่านพูด แต่แค่เห็นใบหน้าก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก。ความสุขในการเห็นนี้ช่วยคลายความโศกเศร้าได้อย่างอัศจรรย์。
เนื้อเรื่อง
ผู้ส่งเคสมีครอบครัวเป็นชาวอิรัก คุณพ่อคุณแม่มีลูกทั้งหมด 15 คน แต่เสียชีวิตไป 7 คน เหลือ 8 คน เป็นหญิง 4 คน ชาย 4 คน โดยผู้ส่งเคสเป็นลูกชายคนที่ 5。คุณพ่อเป็นคนดี มีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่น นับถือศาสนาอิสลามเคร่งครัดมาก ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ละหมาดวันละ 5 เวลา ก่อนละหมาดจะทำความสะอาดร่างกายทุกครั้ง。คุณพ่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติศาสนกิจให้ลูกๆ ดู และสอนให้ลูกทุกคนเป็นคนดี。นอกจากนี้ คุณพ่อยังเป็นหลักในการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว มีอาชีพขุดเจาะบ่อน้ำมัน ซึ่งมีรายได้ดีมาก ทำให้ครอบครัวไม่ลำบาก。
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลอิรักทำสงคราม。ในเวลานั้น หากครอบครัวใดไม่เห็นด้วยกับศาสนาของรัฐบาลและผู้นำ หัวหน้าครอบครัวจะถูกตัดคอ。ปีนั้นมีคนตายถึง 2 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือคุณพ่อของผู้ส่งเคส。คุณแม่เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณพ่อ ซึ่งทางศาสนาบังคับให้ญาติแต่งงานกันเอง。คุณแม่ถูกญาติผู้ใหญ่ให้หมั้นกับคุณพ่อตั้งแต่ยังเด็ก และเมื่อโตขึ้นก็ต้องแต่งงานกัน แม้จะรักหรือไม่รักกันก็ตาม。ในสังคมอิรักสมัยนั้น หากลูกสาวไปรักกับคนที่ไม่ถูกหมั้นหมาย หรือแต่งงานกับคนต่างศาสนา หรือศาสนาเดียวกันแต่คนละนิกาย โทษคือถูกฆ่าทิ้ง เพราะถือว่าทำให้ครอบครัวสกปรก。คุณแม่เป็นคนเคร่งศาสนา เชื่อฟังพ่อแม่ จึงเข้าพิธีแต่งงานกับคุณพ่อเมื่ออายุ 18 ปี ขณะที่คุณพ่ออายุ 26 ปี。หลังจากอยู่กินด้วยกัน ทั้งสองก็รักกันมาก เลี้ยงดูลูกทุกคนอย่างดี คุณพ่อมีความรับผิดชอบสูง ให้คุณแม่เป็นแม่บ้านดูแลลูก 15 คน。
พอเกิดสงคราม คุณพ่อก็ถูกทางการจับไปตัดคอ。เหตุการณ์นี้ทำให้ลูกเล็กๆ หลายคน รวมถึงคุณแม่ ต้องถูกทางการสั่งให้เวียนกันเข้าออกคุกทุก 3 เดือน อยู่กินอย่างอดๆ อยากๆ ลูกบางคนก็ตายไปในที่สุด。เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ถาโถมเข้ามาในชีวิตของคุณแม่ สามีและลูก 7 คน รวมถึงญาติหลายคนต้องตายจากไป。บ้านเมืองระส่ำระสาย ผู้คนอยู่ไม่เป็นสุข ทหารถือปืนเดินกันเกลื่อนกราด จับผู้คนไปทำร้ายและขังคุก。คนดีในอิรักต้องตายหรือหนีออกไปหมด。คุณแม่กลายเป็นคนซึมเศร้า หงอยเหงา ร้องไห้เสียใจตลอดเวลา。ปัจจุบันคุณแม่อายุ 62 ปี และดูสดใสขึ้นเพราะผู้ส่งเคสได้ช่วยเหลือครอบครัว โดยเปิดร้านซ่อมรถให้พี่น้องมีรายได้ และส่งเงินให้คุณแม่ใช้ทุกเดือน ทำให้คุณแม่รักผู้ส่งเคสมากที่สุด。
ภรรยาของผู้ส่งเคสเป็นชาวอิรัก นับถือศาสนาอิสลามเคร่งครัดมาก เป็นลูกพี่ลูกน้องของผู้ส่งเคสเอง。ก่อนแต่งงาน พ่อแม่ได้หมั้นหมายเธอไว้ให้。ทั้งสองรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน และเคยพูดคุยเรื่องแต่งงานกันตั้งแต่เด็กๆ。ตอนนั้นเธอเคยพูดกับผู้ส่งเคสว่า ดาร์ลิ่ง ฉันจะแต่งงานกับเธอคนเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีเธอ ฉันจะไม่ยอมแต่งงานกับใครเด็ดขาดเลย คำพูดนี้ติดตรึงในใจผู้ส่งเคส。
ต่อมาเมื่อเธออายุ 23 ปี และผู้ส่งเคสอายุ 28 ปี ทั้งสองก็เข้าพิธีแต่งงานกันที่ประเทศอิหร่าน แต่มาอยู่กินด้วยกันที่ประเทศเดนมาร์ก มีลูกด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 1 คน。ลูกสาวคนโตเจ็บป่วยบ่อยๆ อีกทั้งหูข้างซ้ายก็ไม่ค่อยได้ยินมาตั้งแต่เกิด。อาการป่วยของลูกสาวหมอก็หาไม่เจอสาเหตุ。ผู้ส่งเคสและภรรยาหนักใจมาก โดยผู้ส่งเคสดูเหมือนจะหนักใจมากกว่า เพราะภรรยาอยากกลับไปอยู่ที่อิรัก ซึ่งหนึ่งปีเธอไปประมาณ 5-10 ครั้ง。เธอให้เหตุผลว่าเหงา คิดถึงพ่อแม่พี่น้อง อยากกลับอิรัก เพราะที่นั่นอบอุ่น。ทุกวันนี้เธอพาไปลูกอยู่ที่อิรัก สลับกลับมาอยู่กับผู้ส่งเคสครั้งละประมาณ 1 เดือนครึ่ง。ผู้ส่งเคสคิดจะปลูกบ้านที่อิรักให้เธออยู่เวลาเธอกลับไป。ผู้ส่งเคสจะอยู่ที่เดนมาร์กกับลูกๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ซึ่งภรรยาก็เห็นด้วย。
ตัวผู้ส่งเคสนับถือศาสนาอิสลามตามบรรพบุรุษ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทำละหมาดวันละ 5 เวลา。แต่ผู้ส่งเคสไม่มีความสุขเลย。เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีการทำสงครามเข่นฆ่ากันเอง。ความโหดร้ายนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเขา และเขาเจอความโหดร้ายของสงครามมาตั้งแต่อายุ 14 ปี。ต้องเวียนเข้าออกคุกกับพี่น้องทุก 3 เดือน เพราะความอดอยาก。เขาต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว รับภาระเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อที่ตายไปแล้ว。
ในปี พ.ศ. 2534 ผู้ส่งเคสอายุ 21 ปี อิรักทำสงครามอีกครั้ง。บ้านเมืองระส่ำระสาย ผู้คนหนีไปเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ชายแดนคูเวต。ผู้ส่งเคสชวนญาติๆ แม่ พี่น้องให้หนีไปด้วย แต่ไม่มีใครกล้าไป กลัวถูกฆ่าตายระหว่างทาง。แต่ผู้ส่งเคสเสี่ยงตายหนีมากับผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง。ระหว่างทางมีคนถูกยิงตายหลายคน。คนที่เหลือหลบๆ ซ่อนๆ หนีวิถีกระสุนปืนไปได้อย่างเฉียดฉิวและถึงจุดหมายในที่สุด。ผู้ส่งเคสยังคงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีสงคราม ฆ่ากันเอง。เขานั่งจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีความแตกแยก ไม่มีพรมแดน ไม่มีการเข่นฆ่า ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข。เขาคิดว่ามันไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ถ้ามีจินตนาการร่วมกัน。
เมื่อหนีมาเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ชายแดนคูเวต เขาได้เป็นทหารค่ายอพยพ อยู่ที่นั่น 7 ปี ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่กินกับนอน。จากนั้นได้ย้ายมาอยู่เดนมาร์กเมื่ออายุ 28 ปี。เขาเข้าเรียนภาษาเดนมาร์กและได้พบผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่ง。ครั้งแรกที่พบ เขาอยากทักเธอมาก จึงตัดสินใจไปถามทันทีว่า คุณเป็นคนไทยใช่ไหม。เธอตอบว่าใช่ เป็นพุทธ。ผู้ส่งเคสบอกว่าเขาเคยได้ยินคำว่าศาสนาพุทธครั้งแรกที่อิรัก อยากรู้คำสอนคืออะไร。เธอตอบว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว。ผู้ส่งเคสถามต่อทันทีว่า ทำดีทำอย่างไร ทำชั่วทำอย่างไร แล้วคนอย่างเขาเรียกว่าคนดีหรือคนชั่ว。และถามถึงหลักปฏิบัติของพุทธศาสนา。เธอตอบด้วยความหงุดหงิดว่าไม่รู้ ถ้าฉันรู้เมื่อไหร่จะบอก。
หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยกันทุกวัน แต่เธอก็ยังไม่ตอบคำถาม。จนวันหนึ่ง ผู้ส่งเคสถามตรงๆ ว่า คุณเป็นชาวพุทธ ทำไมคุณไม่รู้หลักและวิธีปฏิบัติของศาสนาพุทธล่ะ ถ้าคุณไม่รู้ แล้วจะให้ผมไปถามใคร。เขายังบอกอีกว่าถ้าถามเรื่องศาสนาอิสลาม เขาตอบได้หมด。เขาถามจริงๆ ว่า ชาวพุทธเขาไม่สอนให้คนเข้าวัดกันบ้างเหรอ。
ผู้ส่งเคสต้องการแสวงหาความสงบ เพราะเบื่อการรบราฆ่าฟันในหมู่พวกเดียวกันเอง。เขาเริ่มปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับเธอ และเธอก็เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ซึ่งแตกต่างจากศาสนาของเขามาก。เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในศาสนาของเขา แต่งงานกันเองในเครือญาติ แต่ก็ทำสงครามกันเองในเครือญาติ ฆ่ากันได้ทั้งที่เป็นญาติกัน。ส่วนศาสนาอื่นไม่บังคับให้แต่งงานกับญาติ จะแต่งงานกับใครก็ได้ ไม่ผิด ไม่โดนฆ่า。แต่ในที่สุดเขาก็ต้องกลับไปแต่งงานกับชาวอิรักคนปัจจุบัน。
8 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เธอคนนั้นก็มาหาผู้ส่งเคสอย่างองอาจสง่างาม。ครั้งนี้ผู้ส่งเคสไม่ต้องถาม เธอถามเขาว่า คุณยังอยากรู้เรื่องศาสนาพุทธอยู่หรือเปล่า ถ้าอยากรู้ คำตอบอยู่ที่นี่ DMC นี่แหละ。เมื่อผู้ส่งเคสเห็นคุณครูไม่ใหญ่เป็นครั้งแรก เขารู้สึกดีใจ มีความสุขมาก รัก เคารพ ศรัทธา เลื่อมใสทันที。แล้วเธอก็สอนให้ผู้ส่งเคสรู้จักกับการทำสมาธิ。
ครั้งแรกที่นั่งสมาธิ ผู้ส่งเคสก็เกิดความสงบและมีความสุขในใจอย่างบอกไม่ถูก。ซึ่งแตกต่างจากการทำละหมาดวันละ 5 เวลามาก。ก่อนทำ ขณะทำ หรือหลังทำละหมาดไปแล้ว ผู้ส่งเคสไม่เคยพบความสุขเลย。บางครั้งเขาก็วุ่นวาย สับสนในชีวิต หาทางออกไม่เจอ。แต่เมื่อลองเอาวิธีการนั่งสมาธิแบบชาวพุทธมาทำดู เขากลับรู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน。
ผู้ส่งเคสยังคงนั่งสมาธิทุกวันไม่ขาด。เขาอยากให้ชาวอิสลามทุกคนได้รู้สึกอย่างเขา。เขาคิดว่ามันไม่ยาก แค่เปิดใจให้กว้างขึ้น เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นความจริงของชีวิต แล้วจะพบกับความสุขที่แท้จริง。เขายืนยันว่าสมาธิเป็นของกลาง ไม่ใช่เฉพาะของชาวพุทธ ทำได้ทุกคน ไม่ผิดหลักศาสนา แค่ทำใจให้นิ่งเฉยๆ ก็มีความสุข。ตอนนี้เขาละสิ่งที่ไม่ดีไปเรื่อยๆ ทั้งความโลภ ความโกรธ。เวลาทำสมาธิ ใจไม่ฟุ้งซ่านไปคิดเรื่องต่างๆ。
ปัจจุบันผู้ส่งเคสมีอาชีพค้าขายและติดตั้งจานดาวเทียมกับชาวอิรัก ชาวอิหร่าน ชาวตุรกี และชาวมุสลิมในเดนมาร์ก。เขาจะจูนช่อง DMC เพิ่มขึ้นอีก 1 ช่อง。ชาวมุสลิมที่เปิดดูก็ดีใจที่มีภาษาอาหรับด้วย。เขาตั้งใจจะจูน DMC ให้ทุกคนที่มาติดจานดาวเทียม。เพื่อโลกเกิดสันติสุข。
คำถาม
- ผู้ส่งเคสมีคำถามถึงคุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้:
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตอนอื่นที่คล้ายกัน
วิบากกรรมอันใดทำให้ เตี่ย ลำบาก ถูกโบย เกิดในบ้านเมืองอดอยากและสงคราม และบุญใดทำให้ตั้งตัวได้ในบั้นปลายชีวิต
ผู้ส่งเคสได้สอบถาม คุณครูไม่ใหญ่ ถึงสาเหตุและเรื่องราวในอดีตชาติ ดังนี้:
คุณพ่อประสบอุบัติเหตุหกล้ม มีอาการเพ้อ ถูกผ่าตัดศีรษะเอาเลือดออก และขาหัก ต้องผ่าตัดพร้อมกัน เกิดจากกรรมใด เหตุใดบั้นปลายชีวิตจึงไม่ได้อยู่บ้านตัวเอง ต้องไปอยู่สถานดูแลคนชรา
น้องๆ ของแม่ที่เป็นผู้หญิงและถูกขี้เถ้ายัดปากจนเสียชีวิตเป็นเพราะกรรมใด ตอนนี้อยู่ที่ไหน
บุพกรรมใดทำให้คุณพ่อถูกส่งไปอยู่เมืองจีน ต้องเจอภัยสงคราม กลับมาเมืองไทยแล้วคุณแม่และน้องๆ ไม่ยอมรับ ต้องอยู่ด้วยความอึดอัดจนต้องแยกออกมาสร้างครอบครัวเองด้วยความยากลำบาก
สามีละโลกแล้วไปไหน เพราะวิบากกรรมอะไร อายุจึงไม่มากนัก และวิบากกรรมอะไรมาตัดรอนชีวิต?






