ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตอนท่านไปค้นหาพระคัมภีร์สืบคำสอนของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าที่อินเดียในนั้นกล่าวว่า เห็นตำแหน่งที่บันได
ทอดมาถึงมนุษย์ ณ ตำแหน่งนั้นพระเจ้าอโศกท่านทำ
หลักเอาไว้แล้วก็ทําสถูปครอบเอาไว้ด้วย แต่ว่าที่ใน
คัมภีร์นั้นบอกว่าบันไดทอดมาถึงพื้นมนุษย์ เสียบลงไป
อีกเพราะเป็นบันไดทิพย์ เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็เห็น
เทวดาก็เห็น แล้วนาคก็เห็น ท่านจึงเกิดกุศลศรัทธามาก
เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พญานาคก็จะออกมาจากนาคพิภพ
มาจ่าศีลภาวนาใต้นําน้ำโขง ระหว่างในพรรษาใจของพญานาคระลึกถึงแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
นึกถึงวันนั้นไม่มีวันลืมเลือนจากใจเลย พรรษาหนึ่งนี่ ถ้าเทียบเวลาของนาคมันนิดเดียว แต่ของ
โลกมนุษย์ ๓ เดือน แต่ก็ถือเอาพรรษา ๓ เดือนในเมืองมนุษย์นี่แหละ พอเข้าพรรษาท่านก็มา
ทันทีเลย
ตอนแรกก็ตามลำพังตนเดียว ต่อมาลูกน้องบริวารเกิดศรัทธาขึ้นมาตามมาเป็นแถวเลย
พอวันออกพรรษา ด้วยจิตที่เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ขอบูชาพระองค์ ด้วย
ประทีป ที่กลั่นจากใจที่ใสๆ ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ ๑ พรรษา และด้วยอานิสงส์นี้ ขอให้
ข้าพระองค์ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
การพ่นไฟของนาคมีหลายลักษณะ ถ้าพ่นเพราะความโกรธจะพ่นอย่างร้อนแรง
โดนที่ไหนก็พังที่นั่น แต่ก็พ่นไม่ได้ทุกตัวนะ
ปริมาณก็ไม่เท่ากัน แล้วแต่ฤทธิ์ของใคร ใคร
มีบุญมาก มีฤทธิ์มากก็พ่นได้มาก เหมือน
มนุษย์มีฤทธิ์ไม่เท่ากัน มีบุญมากก็เป็นนายก
ลดลงมาก็รองนายก ไล่เรื่อยกันลงมา
อีกแบบหนึ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ในพระ
ไตรปิฎกว่า “บังหวนควัน” คือ จะพ่นควันที่มีไอร้อนออกมา แต่พ่นไฟเป็นประทีปบูชาพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าก็เป็นอีกแบบ การที่พญานาคจะพ่นไฟถวายเป็นพุทธบูชาได้ ต้องประพฤติ
พรหมจรรย์ไม่เสพเมถุน ๑ พรรษา แล้วจะมีฤทธิ์ที่จะพ่นออกมา
เป็นไฟอย่างนั้นได้ เมื่อถึงวันนั้นท่านจะนึกถึงบุญที่เกิด
จากการจำศีลตลอด ๑ พรรษานี้ แล้วก็ระลึกนึกถึง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเทโวโรหณะที่เสด็จลงมา
จากดาวดึงส์ ด้วยใจที่ปลื้มปีติแล้วพ่นออกมา
อย่างนั้น ซึ่งจะแตกต่างจากนาคที่พ่นด้วยความ
โกรธ แล้วก็พ่นลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่อเป็นฟอง
อยู่ใต้น้ำก็กลมๆ แล้วก็ลอยขึ้นมา เนื่องจาก
เป็นกึ่งหยาบกึ่งละเอียด ผิวน้ำจึงปกติไม่กระเพื่อม
kalyanamitra.org