ข้อความต้นฉบับในหน้า
เหมือน ผ่านอากาศมาแล้วลอยขึ้นไป สว่างวาบบนท้องฟ้า แต่เดิมท่านทำลำพังตนเดียว ต่อมา
นาคบริวาร เกิดกุศลศรัทธาก็มารักษาศีลด้วยแล้วบอกต่อๆ กันไปในหมู่ญาติของนาค ชุมชน
ของนาค เกิดกุศลศรัทธาก็เอาบ้าง เพราะฉะนั้นจึงเกิดแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้า ช่วงสั้นบ้าง ยาว
บ้าง ดวงโตบ้าง ดวงเล็กบ้าง แล้วแต่อานุภาพของแต่ละท่าน ใครกำลังบารมีอ่อนก็พ่นได้จำนวน
ไม่กี่ดวง แล้วสูงไม่มาก แต่ของพญานาคจะสูงทีเดียว
เพราะฉะนั้น บั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้นในวันออกพรรษาทุกปี และเริ่มมีมากขึ้นตามห้วย
หนองคลองบึงต่างๆ จนเกิดนานาทรรศนะเกิดขึ้น แล้วก็พยายามที่จะพิสูจน์กันตามหลักวิชา ที่ได้
เรียนรู้มา แต่ก็สรุปได้ว่า “ไม่มีข้อสรุป”
และเนื่องจากว่าเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นนักเรียนอนุบาลโรงเรียนฝันในฝันวิทยา มี
สิทธิเสรีภาพในการที่จะเสนอทรรศนะได้เหมือนกัน ก็เลยเสนอทรรศนะฝันในฝันอันนี้ขึ้นมา ดังที่
ได้กล่าวมา เพราะฉะนั้นบั้งไฟพญานาคจึงเกิดขึ้น ลอยขึ้นไป สิ่งนี้เป็นอจินไตย ที่เหนือกว่า
ความนึกคิดมนุษย์ที่ใช้ดวงปัญญาในระดับจินตมยปัญญาซึ่งมันมีขอบเขตจำกัด ถึงกว้างมันก็
ยังอยู่ในวงกลม แม้วงกลมนั้นจะขยายออกไป ก็ยังอยู่ในวงจํากัดของความคิด ที่คิดแล้วไปไม่ถึง
แต่จะไปถึงตรงนั้นได้โดยไม่ต้องคิดเขาเรียกว่า ภาวนามยปัญญา ต้องตัดเส้นรอบวงออกไป จึงจะ
ไปถึงตรงนั้นเขาเรียกว่า อจินไตย คือ มันเหนือวิสัย
ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นอจินไตยที่เกิดขึ้นจริงด้วยจิตที่เลื่อมใสของพญานาค พญานาคท่าน
ก็รู้จิตใจของมนุษย์ทุกคน ในทุกยุคที่ผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปี ว่ามนุษย์คิดกันอย่างไร ยุคต้นๆ
มนุษย์คิดเลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เชื่อมั่น มนุษย์ในยุคนี้เชื่อมั่งก็มี เชื่อมากก็มี เชื่อมั่งไม่
เชื่อมั่งก็มี ไม่เชื่อเลยก็มี แต่พญานาคท่านไม่สนใจ เพราะเอาใจไปสนอยู่กับพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ปลื้มปีติ ไม่สนใจเสียงระเบิดเถิดเทิง
เสียงการละเล่นต่างๆ ของมนุษย์ทั้งสองฝั่งริมน้ำโขง ท่านไม่ได้สนใจเลย ใครจะคิดอะไรอย่างไร
หรือจะเมามายหรือตาหนิติเตียนหรือจะลบหลู่ ท่านก็เฉยๆ ไม่สนใจ ใจปลื้มอยู่ในบุญ เพราะท่าน
รู้ว่ามนุษย์ไม่เห็นวันนั้น จะให้มาปลื้มอย่างท่านคงยาก เพราะฉะนั้นเมื่อถึงวันมหาปวารณาของ