ผมขาดเธอไม่ได้จริง ๆ

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.676 ผมขาดเธอไม่ได้จริง ๆ

ออกอากาศ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2548

ผมขาดเธอไม่ได้จริง ๆ

-
อ่าน Case
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคสเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านได้ติดจานดาวธรรมและรับชมรายการ DMC มาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว การได้ดูรายการของวัดพระธรรมกายนี้เป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมมาก เพราะธรรมะที่คุณครูไม่ใหญ่เมตตาถ่ายทอด ได้ทำให้ผู้ส่งเคสพบกับแสงสว่างอีกครั้ง หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่มาหลายครา หลายต่อหลายครั้งที่ความทุกข์ถาโถมจนผู้ส่งเคสเคยคิดที่จะฆ่าตัวตายเพื่อยุติปัญหาเหล่านั้น แต่รายการ DMC ทำให้ท่านได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า กฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่จริง และการแก้ปัญหาชีวิตที่ถูกต้องไม่ใช่การหนีไปให้พ้น แต่จะต้องกลับไปแก้ไขที่ต้นเหตุซึ่งก็คือบุญและบาปนั่นเอง ด้วยความเข้าใจนี้ DMC จึงเป็นช่องทางที่ผู้ส่งเคสยกย่องว่าดีจริง ๆ

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวที่ผู้ส่งเคสเมตตาส่งมาถามคุณครูไม่ใหญ่ มีรายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน และเรื่องราวที่สะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นที่ครอบครัวทางฝั่งคุณตาคุณยายของคุณแม่ของผู้ส่งเคส ท่านทั้งสองเป็นผู้มีฐานะที่ดี และเป็นคนใจบุญมาก ท่านชอบสวดมนต์เป็นประจำ และไปวัดอยู่เสมอเพื่อนำอาหารไปถวายพระ โดยเฉพาะคุณตานั้น นอกจากจะเป็นคนใจบุญแล้ว ท่านยังเป็นหมอแผนโบราณที่ชอบช่วยเหลือผู้คนทั่วไป เช่น ชอบช่วยกวาด ยาให้กับเด็กๆ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นมัคนายกของวัดใกล้บ้าน และทุกวันพระ ท่านจะต้องไปอยู่ที่วัดเพื่อฟังธรรม คุณตาคุณยายของท่านทั้งสองได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่ออายุได้ประมาณ 80 ปี

ต่อมาเป็นเรื่องราวของคุณพ่อของผู้ส่งเคส ซึ่งเป็นคนจีน มีอาชีพค้าขายข้าวอยู่ที่จังหวัดลพบุรี คุณพ่อเป็นคนดุ อารมณ์ร้อน โมโหง่าย และมีนิสัยเจ้าชู้ ท่านได้แยกทางกับคุณแม่ของผู้ส่งเคสเมื่อผู้ส่งเคสอายุได้เพียง 10 ขวบ หลังจากนั้นคุณพ่อก็ได้แต่งงานใหม่และมีลูกเพิ่มอีก 2 คน ส่วนคุณแม่ของผู้ส่งเคสก็แต่งงานใหม่เช่นกัน แต่ไม่มีลูกอีก ผู้ส่งเคสได้มาอยู่กับคุณพ่อและมักจะเห็นคุณพ่อทำบุญตักบาตรพระในตอนเช้าอยู่เสมอ แต่คุณพ่อแทบจะไม่ได้ไปวัดเลย คุณพ่อเคยบวชพระอยู่ 3 เดือน เพื่ออุทิศบุญให้กับคุณย่าที่เสียชีวิตไป คุณพ่อเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 89 ปี ด้วยโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งเกิดจากการสูบบุหรี่อย่างหนัก

คุณแม่ของผู้ส่งเคสนั้น เป็นคนชอบทำบุญมาตลอดชีวิต ท่านเคยไปอยู่ Dudley ที่วัดแห่งหนึ่งที่ฝั่งธนบุรีอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นผู้ส่งเคสก็ได้นำคุณแม่มาอยู่ด้วยที่อเมริกาเป็นเวลา 5 ปี คุณแม่ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่ออายุได้ 76 ปี โดยเป็นการนอนหลับไปเฉยๆ ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ เลย

สำหรับตัวผู้ส่งเคสเอง ได้พบและแต่งงานกับสามีที่โคโลราโด ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มาเรียนหนังสือและเรียนที่เดียวกัน ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 30 ปี มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเสมอมา มีลูกด้วยกัน 2 คน คือลูกสาวคนโตและลูกชายคนเล็ก ลูกสาวคนโตได้แต่งงานและย้ายออกไปอยู่กับสามีเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และน้องชายอยู่เสมอ

เมื่อลูกสาวอายุได้ 6 ขวบ ครอบครัวของผู้ส่งเคสได้เดินทางกลับเมืองไทยเพื่อร่วมงานศพของคุณพ่อของสามี คุณพ่อสามีเป็นข้าราชการกรมป่าไม้ที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ และเคยได้รับเหรียญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านเสียชีวิตด้วยโรคชราเมื่ออายุได้ 87 ปี หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ ครอบครัวผู้ส่งเคสก็เดินทางกลับอเมริกาในปีนั้นเอง

ในปีเดียวกันนั้น ผู้ส่งเคสก็ได้ตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชาย ทำให้สามีของผู้ส่งเคสเชื่อว่าลูกชายคนนี้คือคุณพ่อของเขาที่กลับมาเกิด ลูกชายคนนี้อายุห่างจากพี่สาวถึง 9 ปี ผู้ส่งเคสและสามีเลี้ยงดูลูกชายคนนี้อย่างดีตั้งแต่เล็กจนโต ตัวผู้ส่งเคสเองยอมลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง

ลูกชายเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก ได้รับรางวัลจากโรงเรียนทุกปีตั้งแต่เกรด 6 จนถึงเกรด 11 เขาเรียนเก่งและทำคะแนนได้ดีเป็นอันดับ 1 ในวิชาคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิชาที่เขาชอบ ลูกชายเป็นเด็กเงียบๆ แต่มีชีวิตชีวา ร่าเริง มีเพื่อนมากมาย เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเหล้า บุหรี่ หรือสิ่งไม่ดีเลย เขาเป็นที่รักของเพื่อนฝูงและอาจารย์ โดยได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนเมื่ออยู่เกรด 11 และ 12 เขาเป็นเด็กอดทนมาก เคยไปเล่นสกีจนแขนหักแต่ไม่ยอมบอกผู้ส่งเคส จนเมื่อพาไปหาหมอ ตรวจดูก็พบว่าแขนหัก ต้องใส่เฝือกนานถึง 6 เดือน ลูกชายมีชีวิตที่สบาย ไม่เคยรู้จักความลำบาก ไม่เคยล้างจาน ไม่เคยดูดฝุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างมีพ่อแม่เตรียมไว้ให้หมด ผู้ส่งเคสกล่าวว่าเขามีบุญมาก และได้อธิษฐานขอให้ได้เจอพ่อแม่ที่ดี

เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2547 ผู้ส่งเคสต้องเดินทางกลับเมืองไทยคนเดียวเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของน้องชายคนละแม่ เดิมมีกำหนดจะอยู่เมืองไทย 4 สัปดาห์ แต่ต้องกลับอเมริกาเร็วกว่ากำหนด เพราะสามีโทรศัพท์มาตาม โดยบอกให้กลับด่วนเนื่องจากลูกชายประสบอุบัติเหตุรถชน ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบไป สามีพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ผู้ส่งเคสถามสามีว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นใครผิดใครถูก สามีตัดบทว่ากลับมาแล้วค่อยคุยกัน หลังจากวางสายโทรศัพท์ ผู้ส่งเคสก็ร้องไห้ จิตใจกระสับกระส่าย เป็นห่วงลูกชายตลอดเวลา จึงรีบเปลี่ยนตั๋วเครื่องบินและบินกลับอเมริกาในทันที

เมื่อมาถึงสนามบิน สามีมารับ แต่ลูกสาวไม่ได้มาด้วย ผู้ส่งเคสคิดว่าลูกสาวคงอยู่ที่โรงพยาบาลกับน้อง จึงบอกสามีว่ายังไม่กลับบ้าน ช่วยพาไปโรงพยาบาลก่อน แต่สามีบอกว่าต้องแวะสถานีตำรวจก่อน เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ มีตำรวจหญิงพาผู้ส่งเคสไปที่ห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนมีการประชุม ตำรวจชวนผู้ส่งเคสคุยหลายเรื่อง จนเมื่อคุยไปได้พักหนึ่ง สามีและลูกสาวก็เข้ามานั่งขนาบข้างผู้ส่งเคสไว้ แล้วมีตำรวจหญิงอีกคนเดินเข้าห้องมา และพูดถึงเรื่องลูกชาย ตำรวจหญิงคนนั้นได้พูดประโยคหนึ่งออกมา ซึ่งคำนั้นยังคงติดอยู่ในหูของผู้ส่งเคสจนถึงทุกวันนี้ คือคำว่า ลูกชายคุณตายแล้ว

เพียงเท่านั้นเอง เหมือนหัวใจของผู้ส่งเคสแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ รู้สึกเหมือนดวงวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไป ผู้ส่งเคสปล่อยโฮ ร้องไห้แทบจะหมดสติ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นยังไม่รู้สาเหตุว่าลูกชายตายด้วยวิธีใด เพราะทุกคนปิดเรื่องกันหมด จนกระทั่งสามียอมเล่าความจริงให้ฟังว่า ลูกชายผูกคอตาย ผูกคอตายเพราะผิดหวังในความรัก ผู้ส่งเคสไม่ได้เห็นศพลูกชาย รู้สึกหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ลูกชายผู้ส่งเคสเพิ่งจะอายุครบ 17 ปี เขาผูกคอตายเพราะเสียใจที่ผู้หญิงอเมริกันที่เขารักมีแฟนมาก ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนมีแฟนเยอะน่าจะดีใจ เป็นคนมีเสน่ห์ คนรักมาก น่าจะภาคภูมิใจ แต่ด้วยความรัก เขาจึงไม่ถือ พอเด็กผู้หญิงคบคนนู้นคนนี้บ่อยๆ เข้า ลูกชายก็หึง เพราะเขารักเดียวใจเดียว และเป็นรักครั้งแรก เขาหลงรักผู้หญิงคนนี้มาก เมื่อเด็กผู้หญิงทนความรู้สึกคิดถึงหรือความหึงของลูกชายผู้ส่งเคสไม่ไหว จึงไปบอกคุณครู คุณครูที่โรงเรียนจึงสั่งห้ามไม่ให้สองคนนี้อยู่ใกล้กัน ห้ามไม่ให้คุยหรือติดต่อกัน

ลูกชายผู้ส่งเคสเสียใจมาก และได้เก็บความรู้สึกนี้ไว้โดยไม่ปริปากบอกผู้ส่งเคสและสามีเลย เขาตัดสินใจผูกคอตายในช่วงที่ผู้ส่งเคสกลับเมืองไทย ในคืนที่ลูกชายจะผูกคอตาย เขาได้โทรศัพท์ไปที่บ้านผู้หญิงคนรัก 20 กว่าครั้ง แต่ไม่พบเธอ เธอไม่รับสาย เขาจึงได้ส่งอีเมลถึงเธอว่า ขอให้คุณได้พบกับคนที่ดี ให้คุณพบคนดี ให้เก็บผมไว้ในใจ เก็บแหวนที่ผมเคยให้ไว้... ผมรู้สึกเจ็บปวดมากที่เราไม่ได้พบกันอีก ขอให้คุณได้ไปเป็นอิสระ ได้พบกับสิ่งที่ดีคือ คน สัตว์ สิ่งของ เลย ไม่ใช่เฉพาะคนอย่างเดียว... ผมขอลาความเจ็บปวดจากโลกใบนี้ไป เขาเขียนประโยคที่เด็ดมากว่า ผมขาดเธอไม่ได้จริงๆ หัวใจของผมขอสารภาพว่า ผมขาดเธอไม่ได้จริงๆ น้อยใจขนาดไม่รับโทรศัพท์เลย หรือรับช้าไปนิดเดียวเขาก็น้อยใจ

คืนนั้นที่บ้านมีสามีอยู่กับลูกชายเพียงสองคน สามีผู้ส่งเคสลงมาดูลูกชายที่ห้องนอนข้างล่าง บอกให้เขาเข้านอนได้แล้ว ลูกชายตอบว่าพรุ่งนี้ไม่มีเรียน เดี๋ยวเล่นคอมพิวเตอร์เสร็จก็จะไปนอน สามีลงไปที่ห้องนอนลูกชาย แต่ก็หาลูกชายไม่เจอ พอจะเดินขึ้นมาชั้นบน ก็พบว่าลูกชายผูกคอตายไปแล้ว โดยเขาได้ทิ้งข้อความสุดท้ายไว้ให้ผู้ส่งเคสและครอบครัวในคอมพิวเตอร์ ข้อความนั้นเขียนว่าถึงพ่อแม่ ขอบคุณมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เลี้ยงดูผม ที่ให้มา ผมไม่เคยบอกรักคุณพ่อคุณแม่เลย แต่จิตใจผมรักทุกคน รักคุณพ่อคุณแม่และพี่มาก ผมขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวผม คุณครูไม่ใหญ่กล่าวว่าซึ้งจริงๆ ลูกชายของผู้ส่งเคสเพิ่งจะอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แต่เขาก็ได้จากไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2547

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ส่งเคสมีคำถามหลายอย่างที่อยากกราบเรียนถามคุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้ครับ

คำถาม

  1. คุณตาคุณยายของคุณแม่ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง? คุณพ่อของคุณแม่ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร? คุณพ่อของสามี ตายแล้วไปไหน ท่านมาเกิดเป็นลูกชายของผู้ส่งเคสใช่หรือไม่?
  2. ลูกชายของผู้ส่งเคสเป็นคนเรียนดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เป็นคนอดทน แต่ทำไมจึงต้องมาจบชีวิตด้วยการผูกคอตายด้วยเรื่องความรัก เขามีวิบากกรรมมาอย่างไร? เขาได้รับบุญที่ผู้ส่งเคสอุทิศไปให้หรือไม่? ตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง? แล้วมีข้อความมาถึงพ่อแม่พี่สาวของเขาบ้างไหม?
  3. ลูกชายโกรธผู้ส่งเคสหรือไม่ เพราะเขาผูกคอตายตอนที่ผู้ส่งเคสไม่อยู่? เขาอาจจะเสียใจแล้วไม่รู้จะพูดคุยกับใครในเรื่องความในใจใช่หรือไม่?
  4. หลังจากทำบุญครบรอบ 1 ปีให้ลูกชาย ผู้ส่งเคสได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดและเปิดประตูประมาณตอนตี 2 ใช่ลูกชายของผู้ส่งเคสไหม? แล้วทำไมผู้ส่งเคสถึงไม่เคยฝันถึงเขาเลย?
  5. ตัวผู้ส่งเคสเคยทำวิบากกรรมอะไรมา จึงนำมาซึ่งการสูญเสียลูกชายสุดที่รักไป? ปู่ย่าตายายของผู้ส่งเคส (น่าจะหมายถึงบรรพบุรุษ) รวมทั้งผู้ส่งเคส ทำวิบากกรรมอะไรมา จึงต้องมาสูญเสียปู่ย่าตายายและลูกชายสุดที่รักนี้ไป?
  6. ในอดีตผู้ส่งเคสกับลูกชายเคยเป็นแม่ลูกกันมาก่อนหรือไม่? การนั่งสมาธิจะทำให้ผู้ส่งเคสไปตามหาลูกชายได้หรือไม่?
  7. หากผู้ส่งเคสทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวที่วัดพระธรรมกายแล้วอุทิศไปให้ลูกชาย เขาจะได้รับบุญหรือไม่ อย่างไร? บุญนี้จะทำให้เขามีความสุขมากขึ้นหรือไม่?
  8. ตัวผู้ส่งเคสและครอบครัวเคยสร้างบุญมากับคุณครูไม่ใหญ่และหมู่คณะมาหรือไม่ อย่างไรบ้าง?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

เหงาจัง ๆ

ผู้ส่งเคสมีคำถามถึง คุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้ค่ะ:

ทนทรมานมามากแล้วขอกราบลา

คุณตาบวช 10 พรรษา มรณภาพแล้วไปไหน ได้รับบุญที่อุทิศให้หรือไม่.

ใครๆก็ไม่แน่ใจผม

บุพกรรมใดทำให้คุณพ่อถูกส่งไปอยู่เมืองจีน ต้องเจอภัยสงคราม กลับมาเมืองไทยแล้วคุณแม่และน้องๆ ไม่ยอมรับ ต้องอยู่ด้วยความอึดอัดจนต้องแยกออกมาสร้างครอบครัวเองด้วยความยากลำบาก

ถามฟ้าหารัก

คุณแม่มีอาการทางประสาทเป็นบางครั้งจากวิบากกรรมใด และเป็นวิบากชาติสุดท้ายหรือไม่? ทำไมตอนตั้งท้องผู้ส่งเคส คุณแม่จึงมีสติสัมปชัญญะดี ไม่มีอาการทางประสาทเลย?

ไม่มีนิมิตหมาย

ผู้ส่งเคสมีคำถามกราบเรียน คุณครูไม่ใหญ่ ดังนี้:

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา