ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก

กรณีศึกษา · dmc.tv

EP.825 ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก

ออกอากาศ วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549

ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก

-
อ่าน Case
18px

ประวัติผู้ส่ง

ผู้ส่งเคส เริ่มเข้าวัดในปี พ.ศ. 2518 ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2 ได้เข้าร่วมกิจกรรมชมรมขับร้องประสานเสียง ก่อนจะย้ายมาเข้าชมรมพุทธศาสตร์ซึ่งอยู่ติดกัน และรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เหรัญญิกของชมรม ผู้ส่งเคสเป็นคนขยันมากจนได้รางวัลจากกระทรวงมหาดไทยด้านความขยันสร้างตนเองเป็นหลักฐาน มีความตั้งใจในการสร้างบารมีกับหมู่คณะมาตั้งแต่แรก และมีความคิดว่าสักวันหนึ่งอยากจะเข้ามาช่วยงานวัดอย่างพี่ๆ บ้าง

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ผู้ส่งเคส ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีโอกาสเข้าวัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นยังเป็น ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ในช่วงแรก ผู้ส่งเคสได้เข้าร่วมกิจกรรมชมรมขับร้องประสานเสียง ก่อนจะย้ายมาเข้าชมรมพุทธศาสตร์ รับหน้าที่เป็นเหรัญญิก กิจกรรมหลักๆ ในช่วงนั้นคือ การสวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นทุกวัน และชวนนักศึกษามาที่ศูนย์ฯ เพื่อปฏิบัติธรรมทุกวันอาทิตย์ การเดินทางมาวัดในสมัยก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย ถนนยังเป็นลูกรัง มีต้นไม้เล็กๆ และทุ่งนา ต้องขอรถของมหาวิทยาลัย ซึ่งบางสัปดาห์ก็ขอได้ บางสัปดาห์ก็ขอไม่ได้ หากขอไม่ได้ก็ต้องเช่ารถสองแถวมาด้วยกันอย่างสนุกสนาน ยุคนั้นถือเป็น "ยุคห่อข้าวมาวัด" เพราะต้องเตรียมข้าวมาจากบ้าน ต่อมา คุณยายมหารัตนอุบาสิกาจารย์ จันทร์ ขนนกยูง ได้สร้างโรงทาน จึงไม่ต้องห่อข้าวมาวัดอีก

บรรยากาศการสร้างบารมีเป็นไปอย่างสนุกสนาน เปี่ยมด้วยปีติในบุญที่ หลวงพ่อ มอบให้ ช่วงปิดเทอม ผู้ส่งเคสและเพื่อนอีก 2 คน ได้เข้ามาช่วยงานวัด เช่น ผูกเหล็ก เทปูน ถนน ปีนขึ้นไปผูกเหล็กที่หลังคาโบสถ์ ซึ่งทุกอย่างต้องลงมือทำกันเอง การคัดหินสำหรับโบสถ์พระธรรมกายนั้นพิถีพิถันอย่างมาก ต้องคัดเอาเฉพาะหินสีขาวเหมือนคัดเพชรพลอย แม้จะมีคำร่ำลือแปลกๆ เกี่ยวกับโบสถ์ แต่สุดท้ายโบสถ์หลังนี้ก็ได้ชนะเลิศสถาปัตยกรรมดีเด่นระดับชาติ โบสถ์ยังมีเอกลักษณ์คือ ประตูทางขึ้นที่ต้องก้มศีรษะมุดผ่านเรียกว่า "ประตูสติ ประตู Pปัญญา" บรรยากาศความเป็นพี่เป็นน้องในวัดเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ส่งเคสอยากเข้ามาช่วยงานวัดอย่างเต็มที่ การนึกย้อนกลับไปถึงยุคนั้นรู้สึกเหนื่อยยาก ต้องนั่งรถกระบะ ไม่มีโทรศัพท์ที่วัด ต้องไปโทรที่สะพานใหม่ กลับถึงบ้านเฟื้อ (ที่พัก) ดึกมาก ตี 2 ทุกคืน หลับในรถ ถนนขรุขระ กระโดกกระเดก หน้าวัดถนนเป็นดินเหนียว ฝนตกทีไรรถเกือบตกคลอง จากศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม ก็พัฒนามาเป็นวัดพระธรรมกาย มีผู้คนมาวัดมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่าจะรองรับคนได้ไม่กี่ร้อยคน ก็ต้องสร้างอาคารใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขนาดสภาธรรมกายสากลที่ใหญ่กว่าสนามหลวงก็ยังไม่เพียงพอในวันงาน

ผู้ส่งเคสสังเกตว่าผู้มาวัดมักมีคำถามแปลกๆ เช่น ถามเรื่องจีวรที่ตาก แทนที่จะถามว่าจะเห็นองค์พระในตัวได้อย่างไร แม้จะสำเร็จการศึกษาและทำงานด้านคอมพิวเตอร์แล้ว ผู้ส่งเคสก็ยังคงมาวัดเป็นประจำ และช่วยงานวัดไม่ขาด เช่น เป็นประธานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นกัลยาณมิตร ชวนคนทำความดี และเป็นอาสาสมัครช่วยงานต่างๆ

ในช่วงนี้ ผู้ส่งเคสได้พบกับคนที่ถูกใจ เป็นคนเอาใจเก่ง ทานอาหารกลางวันด้วยกันทุกวัน ความสัมพันธ์พัฒนาจนมีการพูดคุยเรื่องแต่งงาน ผู้ส่งเคสเกิดความสับสนและไม่สบายใจอย่างมากว่าจะแต่งงานดีหรือไม่ เพราะเขามีพื้นเพเป็นลูกชายคนโตในครอบครัวคนจีน หากแต่งงานแล้วกลัวว่าจะไม่ได้มาวัด หรือหากได้มาก็กลัวว่าจะไม่ได้เกิดเป็นผู้ชายในชาติหน้า เพราะเคยฟังที่คุณยายสอนว่าหากแต่งงานแล้วอยากเกิดเป็นผู้ชาย ต้องดูแลสามีประดุจพระ ผู้ส่งเคสรู้ตัวว่าทำแบบนั้นไม่ได้แน่ หากทำไม่ได้ก็อาจเกิดเป็นนางยักษ์ ผู้ส่งเคสคิดวนไปวนมาอยู่เรื่องเดียวนี้ทั้งคืน จนหลายคืนก็นอนไม่หลับ

ในความฟุ้งซ่านนั้น บุญบันดาลให้ผู้ส่งเคสมีโอกาสเข้าพบ หลวงพ่อ หลวงพ่อเมตตาทักว่า "ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ" ผู้ส่งเคสตอบว่า "เจอเหยี่ยวเจ้าค่ะ" ช่วงท้าย หลวงพ่อถามว่า "แล้วตัดได้หรือยังล่ะจ๊ะ" ด้วยความเป็นนักสู้ ผู้ส่งเคสตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ตัดได้เจ้าค่ะ" หลวงพ่อตอบว่า "ดี ชิตังเม" ผู้ส่งเคสคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จ จึงตัดสินใจถือศีล 8 เพื่อจะได้ไม่ต้องไปทานอาหารกลางวันกับคนรัก เมื่อคิดได้ก็เริ่มถือศีล 8 ทันที เลิกติดต่อและเลิกไปทานอาหารกลางวันด้วยกัน แม้จะยังคงคิดถึงเขาอยู่ แต่บุญก็เกิดอัศจรรย์ขึ้น โดยทุกครั้งที่คิดถึงเขา กลับเห็น หลวงพ่อ อยู่กลางท้องอย่างชัดใส เป็นสี่สี มีมิติครบถ้วน เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ส่งเคสยิ่งมีกำลังใจ และได้ข้อคิดว่า หากรับปากครูบาอาจารย์แล้ว ตั้งใจหาทางลงมือทำ ย่อมสำเร็จเป็นแน่

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2534 ผู้ส่งเคสได้เข้ามาเป็นอุบาสิกา งานที่ได้รับมอบหมายมักเป็นงานบุกเบิก หรืองานที่ต้องแก้ไขสิ่งที่ผู้อื่นทำค้างไว้ให้เข้าที่เข้าทาง ทำให้ผู้ส่งเคสสงสัยว่าเป็นบุญอะไรของตนเอง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ผู้ส่งเคสตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เลือกที่จะรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ ใช้วิธีนวดและยาหลายอย่าง ระหว่างรักษาอาการไม่กำเริบ จนปี พ.ศ. 2548 โรคกลับกำเริบขึ้น หน้าอกข้างขวาโต บวม แข็ง ดำ แม้ทานยาจนยุบลง แต่ก็แข็งตึงมาก ขยับแขนไม่ได้ มีอาการบวม แข็ง และปวด ความเจ็บปวดแทรกซ่านไปทั่วตัว ไม่เคยหยุด เป็นความทรมานจนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวครอบครัวของผู้ส่งเคส พ่อเป็นคนจันทบุรี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เป็นคนขยัน แต่เจ้าชู้ มีภรรยาหลายคน เมื่ออยู่กับแม่ (ภรรยาคนที่ 2) พอแม่ตั้งท้องก็ไปหาภรรยาคนแรก กลับไปกลับมา เวลาอยู่กับแม่ก็จะปลอบว่า "ไม่เอาน่า อย่าคิดมาก" เมื่อแม่คลอดผู้ส่งเคส ซึ่งเป็นลูกคนที่ 4 พ่อเห็นว่าเป็นผู้หญิงก็กลับไปนอนต่อโดยไม่สนใจ แล้วไปหาภรรยาคนที่ 3 หวังมีลูกชาย แม่จึงตัดสินใจเลิกกับพ่อ ขณะที่ผู้ส่งเคสอายุ 8 เดือน และเลี้ยงลูกๆ ด้วยตนเอง แม่เป็นคนใจบุญ เข้าวัด ปฏิบัติธรรม ใช้หลักธรรมเลี้ยงดูด้วยความรัก และไม่เคยทำให้ลูกโกรธหรือเกลียดพ่อ พ่อมีครอบครัวใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ มีลูกทั้งหมดประมาณ 17 คนจากภรรยา 4 คน พ่อเสียชีวิตอายุ 75 ปี ด้วยโรคหัวใจโต

ส่วนแม่ เมื่ออายุมากขึ้นก็ได้รับการผ่าตัดใหญ่ 2-3 ครั้ง ครั้งแรกอายุ 73 ป่วยกระดูกสันหลังเสื่อม ก่อนผ่าตัดไปปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพ 1 อาทิตย์ ขณะยาออกฤทธิ์เคลิ้มๆ เห็นพระธรรมกายสีทอง 3 องค์ลอยมาตรงหน้าก่อนสลบไป หลังผ่าตัดฟื้นตัวเร็ว ครั้งที่ 2 ผ่าตัดต้อ ครั้งที่ 3 ผ่าตัดเข่าเสื่อม ปัจจุบันอายุ 85 ปี

ยายของผู้ส่งเคส เป็นหญิงชรา ร่างเล็ก ผอมบาง กินน้อย มีลูก 1 คน คือแม่ของผู้ส่งเคส ยายเป็นคนขยัน กิจวัตรคือให้ผู้ส่งเคสดูต้นทางใส่บาตร เมื่อเห็นพระเดินมาก็เรียกยาย ยายจะตักข้าวร้อนๆ กับข้าวใส่บาตร ยายไปถืออุโบสถศีลที่วัดเป็นประจำ ผู้ส่งเคสก็ไปตามไปด้วย นี่คือการถ่ายทอดวัฒนธรรมชาวพุทธ ยายหยุดไปวัดเมื่ออายุมากเดินไม่ไหว ยายเสียชีวิตเมื่ออายุ 83 ปี ด้วยชรา

ผู้ส่งเคสมีน้องที่สร้างบารมีด้วยกัน ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยอยู่ธุดงคสถานอาคารรับรอง/สภาหลังคาจาก น้องทำงานลูกจ้างชั่วคราว กรมชลประทาน ที่พักไม่สะดวก ผู้ส่งเคสจึงชวนมาพักที่บ้าน น้องมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานโรงครัว ต่อมาเข้าอบรมธรรมทายาทหญิง และเป็นเจ้าหน้าที่วัด แผนกโภชนาการ ทำอาหารถวาย หลวงพ่อ กับ คุณยาย อยู่หลายปี ปัจจุบันอยู่สำนักบริการกลาง ผู้ส่งเคสเกื้อกูลน้องคนนี้มาตลอดทั้งเรื่องเรียนและเรื่องอื่นๆ พ่อของน้องเป็นครูสอนหนังสือ ต่อมาเปลี่ยนอาชีพเป็นช่างไม้ กรมชลประทาน สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน เจ้าชู้ พ่อกับแม่น้องไม่ค่อยได้อยู่ร่วมกัน แยกทางกัน แม่เลี้ยงลูกทั้งหมด พ่อน้องเสียชีวิตด้วยมะเร็งและเบาหวาน เมื่ออายุ 73 ปี แม่น้อง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน ภายหลังเลิกดื่มเหล้าและเล่นการพนันได้ แต่เลิกสูบบุหรี่ไม่ได้ แม่น้องเสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดฝอยในสมองแตกเฉียบพลัน เมื่ออายุ 70 ปี

จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ ผู้ส่งเคสจึงมีคำถามหลายประการเกี่ยวกับชีวิตตนเอง ครอบครัว และน้องที่ร่วมสร้างบารมีด้วยกัน

คำถาม

  1. ด้วยบุญใดที่ทำให้ผู้ส่งเคสมีโอกาสสร้างโบสถ์ สร้างวัดในช่วงแรกๆ จนถึง 2,000 ไร่? ด้วยบุญใดทำให้รอดพ้นจากการมีชีวิตครอบครัว และหาก หลวงพ่อ ไม่ช่วยไว้ชีวิตจะเป็นอย่างไร? กรรมใดทำให้ผู้ส่งเคสต้องทำหน้าที่บุกเบิก แก้ไขงานที่ผู้อื่นทำค้างไว้เสมอ และจะได้รับอานิสงส์อย่างไร? ชาติหน้าอยากเกิดรอบ 2 ต้องทำอย่างไร?
  2. ผู้ส่งเคสมีวิบากกรรมอะไรจึงป่วยเป็นมะเร็งเต้านม? กรรมใดทำให้ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาแบบโบราณ และวิธีนี้จะทำให้หายขาดจากโรคที่ทรมานนี้หรือไม่? หากเลือกรักษาแบบแผนปัจจุบันจะทุกข์ทรมานเหมือนปัจจุบันหรือไม่? เป็นชาติสุดท้ายที่กรรมนี้จะส่งผลหรือไม่? จะแก้ไขอย่างไร?
  3. ผู้ส่งเคส ตายแล้วไปไหน? ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่? มีวิบากกรรมอะไรจึงต้องผ่าตัดหลายครั้งเมื่อมีอายุมาก เช่น กระดูกสันหลัง 3 ข้อ ต้อ 1 ครั้ง เข่าเสื่อม 1 ครั้ง?
  4. แม่ของผู้ส่งเคสเคยสร้างบุญมากับลูกและหมู่คณะอย่างไร?
  5. กรรมใดที่ทำให้พ่อกับแม่ของผู้ส่งเคสต้องแยกทางกัน เพราะพ่อมีภรรยาพร้อมกันหลายคน และผู้ส่งเคสมีวิบากกรรมร่วมด้วยหรือไม่?
  6. ยายของผู้ส่งเคส ตายแล้วไปไหน? ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่?
  7. พ่อแม่ของน้องของผู้ส่งเคส ตายแล้วไปไหน? ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่? มีข้อความใดฝากมาบ้างหรือไม่?
  8. ผู้ส่งเคสกับน้องมีความสัมพันธ์ในอดีตอย่างไร จึงได้มาเกื้อกูลกันในชาตินี้?
  9. เพราะวิบากกรรมใด น้องของผู้ส่งเคสจึงมีนิสัยช่างคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ จนบางครั้งก็ทำให้ตัวเองลำบาก จะแก้ไขได้อย่างไร?
  10. น้องของผู้ส่งเคสเคยร่วมสร้างบารมีมาอย่างไร ทำหน้าที่ใดในกองทัพธรรม มีผลการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร?
  11. พี่สาวคนโตและพี่สาวคนรองของผู้ส่งเคสเคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไร เคยทำหน้าที่ใดในกองทัพธรรม ได้ลงมารอบ 2 หรือไม่ ผลการปฏิบัติธรรมชาติก่อนเป็นอย่างไร?
  12. ตัวผู้ส่งเคสเองเคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไร เคยทำหน้าที่ใดในกองทัพธรรม ได้ลงมารอบ 2 หรือไม่ ชาติก่อนผลการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร?

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตอนอื่นที่คล้ายกัน

คุณครับ ผมตายแล้วหรือยัง

ผู้ส่งเคสได้ถามคำถามหลายข้อต่อคุณครูไม่ใหญ่:

เขาตายด้วยน้ำมันเดือด ๆ

คุณแม่ ซึ่งมีนิสัยชอบช่วยเหลือญาติพี่น้อง เลี้ยงดูครอบครัว แต่ชอบในกามคุณ ชอบสนุก ไม่ค่อยทำบุญ ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน?

เธอต้องชนะ

น้องสาวเล่นกีฬาเก่งเพราะเหตุใดในอดีตหรือปัจจุบัน ความชอบความถนัดจากอดีตมีสัดส่วนเท่าใดและเก็บไว้ที่ใดในดวงใจ

จนคั๊ก ๆ

คุณยายเสียชีวิตแล้วไปอยู่ที่ไหน ได้รับบุญสร้างองค์พระประจำตัวที่อุทิศให้หรือไม่ มีอะไรอยากบอกหรือไม่

ชายลึกลับในค่ำวันนั้น

จากเรื่องราวที่ผู้ส่งเคสเล่ามา มีคำถามที่ค้างคาใจหลายประการ:

ช้างเหล็ก

คุณพ่อตายแล้วไปไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร คิดถึงผู้ส่งเคสบ้างไหม

* หมายเหตุ เรื่องราวจาก กรณีศึกษากฎแห่งกรรม CaseStudy นี้ เป็นเรื่องราว "นิยายปรัมปรา" จากการหลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา
เนื้อหาที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ "เป็นความเชื่อส่วนบุคคล" โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง

Case Study กรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา