พระพุทธดำรัส ๓ ประการก่อนปัจฉิมโอวาท วารสารอยู่ในบุญ ปี 2563 ฉบับที่ 209 เดือนพฤษภาคม หน้า 60
หน้าที่ 60 / 70

สรุปเนื้อหา

อยู่ให อ่านอดีต ขีดอนาคต เรื่อง : พระมหาพงศ์ศักดิ์ ฐานิโย, ดร. ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ตอนที่ ๒๙ : พระพุทธดำรัส ๓ ประการ...ก่อนปัจฉิมโอวาท ภายหลังจาก สุภัททปริพาชก ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระศาสดา พระ ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกพระอานนท์มา และรับสั่งถึงข้อปฏิบัติ ๓ ประการของหมู่สงฆ์ ในภายภาคหน้า ได้แก่ ๑. “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย” (ทีมหา. ๑๐/๒๑๖/๑๖๔ ไทย.มจร) นั่นหมายถึง คำสอนและ คำสั่งของพระพุทธองค์ที่ทรงแสดงมาตลอด ๔๕ พรรษา คำสอน หรือ พระธรรม นี้อาจกล่าว ได้ว่าเป็น ปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงอันยิ่ง ที่ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรากฏขึ้น ในโลกหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถสัจจะนี้ยังคงมีอยู่เช่นนั้น ส่วน คำสั่ง

หัวข้อประเด็น

- พระพุทธดำรัส ๓ ประการก่อนปัจฉิมโอวาท

ข้อความต้นฉบับในหน้า

อยู่ให อ่านอดีต ขีดอนาคต เรื่อง : พระมหาพงศ์ศักดิ์ ฐานิโย, ดร. ย้อนอดีต...ท่องประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ตอนที่ ๒๙ : พระพุทธดำรัส ๓ ประการ...ก่อนปัจฉิมโอวาท ภายหลังจาก สุภัททปริพาชก ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระศาสดา พระ ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกพระอานนท์มา และรับสั่งถึงข้อปฏิบัติ ๓ ประการของหมู่สงฆ์ ในภายภาคหน้า ได้แก่ ๑. “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย” (ทีมหา. ๑๐/๒๑๖/๑๖๔ ไทย.มจร) นั่นหมายถึง คำสอนและ คำสั่งของพระพุทธองค์ที่ทรงแสดงมาตลอด ๔๕ พรรษา คำสอน หรือ พระธรรม นี้อาจกล่าว ได้ว่าเป็น ปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงอันยิ่ง ที่ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรากฏขึ้น ในโลกหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถสัจจะนี้ยังคงมีอยู่เช่นนั้น ส่วน คำสั่ง หรือ พระวินัย กล่าวได้ว่า เป็น สมมติสัจจะ คือ ความจริงที่สมมติขึ้น ซึ่งสัจจะในส่วนนี้อาจแตกต่างกันตามสภาพของ แต่ละยุคสมัย กล่าวคือ ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ อาจมีการบัญญัติ พระวินัยที่แตกต่างกันออกไป ๒. “เมื่อเราล่วงลับไป ภิกษุไม่ควรเรียกกันและกันด้วยวาทะว่า "อาวุโส” เหมือนดังที่ เรียกกันตอนนี้ ภิกษุผู้แก่กว่าพึ่งเรียกภิกษุผู้อ่อนกว่า โดยชื่อหรือตระกูล โดยวาทะว่า "อาวุโส” ก็ได้ ภิกษุผู้อ่อนกว่าจึงเรียกภิกษุผู้แก่กว่าว่า “ภันเต” หรือ “อายัสมา” ก็ได้” (ที.มหา. ๑๐/๒๑๖/๑๖๔-๑๖๕ ไทย.มจร) จากพระพุทธดำรัสตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าพระพุทธองค์ ทรงให้ความสำคัญกับการให้ความเคารพกันตามระดับอาวุโส เพราะเมื่อพระภิกษุบวชเข้ามา ในพระศาสนาแล้ว ต่างละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และเริ่มต้นชีวิตสมณะนับแต่วันที่บวช เข้ามา หมู่สงฆ์คงไม่อาจเป็นปึกแผ่นได้ถึงทุกวันนี้ หากขาดความเคารพซึ่งกันและกันในหมู่สงฆ์ ที่เรียกว่า สังฆคารวตา ๓. “เมื่อเราล่วงลับไป ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ถอนได้ (ที.มหา, ๑๐/๒๑๖/๑๖๕ ไทย มจร) ด้วยความที่ สิกขาบท หรือ พระวินัย เป็น สมมติสัจจะ ซึ่งเกิดขึ้นตามบริบทที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ด้วยเหตุนี พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาต ให้ถอนในส่วนที่เรียกว่า สิกขาบทเล็กน้อย ออกไปได้ “ถ้าสงฆ์ปรารถนา" แต่ด้วยเหตุที่ พระอานนท์มิได้ทูลถามถึงสิ่งที่สิกขาบทที่เรียกว่า "เล็กน้อย" และหมู่สงฆ์ผู้ทำการสังคายนา (รวบรวม) พระธรรมวินัยในครั้งนั้นไม่ปรารถนาจะถอดถอน จึงคงรักษาไว้เช่นเดิม ข้อปฏิบัติทั้ง ๓ ประการนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเคารพในพระรัตนตรัย คือ ความเคารพ ในพระศาสดา (สัตถุคารวตา) ในฐานะบรมครูต้นแบบ แม้พระพุทธองค์จะดับขันธปรินิพพาน ไปแล้วก็ตาม ความเคารพในพระธรรมวินัย (ธัมมคารวตา) ในฐานะธรรมนูญต้นแบบและ ตัวแทนพระศาสดา ความเคารพในพระสงฆ์ (สังฆคารวตา) ในฐานะกัลยาณมิตรต้นแบบ สิ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสําคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองสืบมาถึงปัจจุบัน ๕๘ อยู่ในบุญ พฤษภาคม ๒๕๖๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หน้าหนังสือทั้งหมด

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More