การพัฒนาวัดในประเทศไทย รูปการบริหารจัดการวัดสันติสุข: กรณีศึกษาวัดพระธรรมกาย The Model of Peaceful Temple Administration Management: A Case Study of Wat Phra Dhammakaya หน้า 4
หน้าที่ 4 / 14

สรุปเนื้อหา

บทความนี้กล่าวถึงบทบาทของวัดในประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางจิตใจและกิจกรรมของสังคมไทย แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเทคนิคการศึกษา ทำให้ผู้คนห่างไกลจากวัดมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายภายในชุมชนและมีวัดร้างมากมาย นอกจากนี้ยังมีการเน้นพัฒนาวัดให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาชีวิตและสุขภาพจิตของประชาชน โดยการจัดการได้เชิงรุกและใช้ประสบการณ์จากวัดในอดีตเพื่อนำมาปรับปรุงปัจจุบัน รวมถึงการยกตัวอย่างวัดที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการเพื่อสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาและสันติสุขในสังคม เช่น วัดพระธรรมกายและวัดปัญญานันทาราม.

หัวข้อประเด็น

- ความสำคัญของวัดในสังคมไทย
- การลดลงของผู้เข้าวัด
- วัดร้างในประเทศไทย
- การจัดการวัดในยุคสมัยใหม่
- ตัวอย่างวัดที่ประสบความสำเร็จ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ประเทศไท บ่อยครั้ง วัดเป็นศูนย์กลางจิตอํานาจ ศูนย์ร่วมกิจกรรม ความรู้จักศึกษา เป็นที่นิยมเฉพาะปัญหาให้คนในกลุ่มทุกวัย ทำให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข แต่ในปัจจุบันโลกที่มีการพัฒนาด้วยระบบเทคโนโลยีและการศึกษาที่ทันสมัย ทำให้สังคมไทยที่เคยเป็นศูนย์รวมจิตใจมลิงในวันเริ่มลดลง และเพราะการที่คนไทยนมหาเข้าสวดน้อย อาจเป็นผลมาจากความพยายามพัฒนาต้นจิตและปัญหาในจิตใจ ลุ่มงค์ในสังคมได้เริ่มบิดเบือนและความมีความร้อนรนและวุ่นวาย เพราะชาวพทธไทยห่างไกลจากวัด ทั้งนี้ มีผลการศึกษาพบว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ วัดที่สร้างความสุขในจิตจิตและกายภาพ เพราะวัดคือสถานที่เรียนรู้ศาสตรสาขาต่างๆ เพื่อสร้างปัญญา แก้ปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ ตั้งแต่ระดับสุตมยปัญญา คืิอปัญญาที่เกิดจากการคิด และ ที่สำคัญที่สุด คือ วาวนามปัญญา คือ ปัญญาขั้นสูงสุดใน การบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และจากการที่คนเข้าสู่วัดน้อยลง ทำให้คนชุมชนลดลง และเกิดวัดร้างมากมาย โดย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562 ว่า วัดในประเทศไทยมีถึง 41,310 วัด ส่วนสถิติวัดร้างในปี พ.ศ. 2557 มีจำนวนประมาณกว่า 4,000 วัด ซึ่งถ้ามองว่าวัดเองต้องหนักกลับมาปรับปรุง เช่น การจัดการภายในวัด ด้านสถานที่ เทคนิควิธีและรูปแบบการเผยแพร่ ศาสนธรรมคำสอน ฯลฯ เพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาให้ดีขึ้น โดยอาศัยรู้จากวัดในสมัยพุทธกาลมาปรับใช้ในปัจจุบัน โดยเมื่อเริ่มตั้งพระศาสนา พระภิษุอาศัยตามวิธีเดิมของนัักบวชนในอดี อยู่ตามป่า โคนไม้ หรือถ้ำ ต่อมาเมื่อพระเจ้าพิมพิสาร กษัษย์แว้นมคร ทรงประกาศตามพระศาสนปุปมก ให้บุคคลธรรมสวนไผ่ "เวววัน" พระอาชญานให้เป็นที่ประทับของพระสมามัชฌิม พระและเหล่าพุทธสาวก (พระไตรปิฎกภาษาไทย 4/59:71-72). และเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการมีวัดเป็นที่อยู่ถิ่นแกล้สง่มิถ่อมา และด้วยคำของพระเจ้าพิมพิสาร จึงเป็นที่มาของลักษณะของวัดที่มีจุดประสงค์ คือ 1) สถานที่สำหรับนับถือพระภิษุสงฆ์ 2) อยู่ในท่านสะดวกไม่ใกล้หมู่ชน 3) ไม่พลุกพล่านในตอนกลางวันและสงบเงียบในตอนกลางคืน 4) เหมาะสมในการประกอบกิจอันสงบของผู้ปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะในกายและการปฏิบัติเป็นส่วนตัวเฉพาะพระสงฆ์ เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน ด้วยบริบทโลกและสังคมที่เปลี่ยนไป การบริหารจัดการวัดให้เกิดสันติสุขและเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย ทั้งนี้ว่ามา บางวัด สามารถเป็นตัวแบบในการจัดการองค์สันติสุข ดังเช่น วัดปัญญานันทาราม จ.ปทุมธานี (พระมหาเจน อุปฺจฺโยทฺโน, 2557), วัดตราจีน城(สวนโมกขพลาราม) จังหวัดสุราษฎร์ธานี (พระวิมลศักดิ์ ชยโม, สุวรรณวงศ์), 2558) เป็นต้น เช่นเดียวกับ วัดพระธรรมกาย ที่สร้างไทยให้ความสนใจ และ ต่างกล่าวถึงการบริหารจัดการ ที่สามารถขยายเครือข่ายวัดไปทั่วประเทศและทั่วโลก
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หน้าหนังสือทั้งหมด

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More