ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของเราเป็นอมนุษย์ จักให้นำออกไปทิ้ง
เสีย เราจะไม่บอกเหตุนี้แก่คนอื่น จัก
ทูลถามเฉพาะพระทศพล ผู้เป็นมหา
โคตมพุทธะบิดาของเรา ซึ่งเป็นเหรัญญิก
บุรุษผู้ตัดความสงสัยได้
ครั้นตอนเช้าเสวยพระกระยาหาร
เสร็จแล้ว พระธิดาก็เข้าไปเฝ้าพระราชา
ทูลขออนุญาตไปเฝ้าพระทศพล พระ
ราชาตรัสสั่งให้จัดรถ ๕๐๐ คัน นาง
ถือเอาของหอมและดอกไม้แล้ว ยืนอยู่
ในรถซึ่งมีรถ ๕๐๐ เป็นบริวาร เข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ครั้งนั้น สุมนาราชกุมารี แวดล้อม
ด้วยรถ ๕๐๐ คัน และราชกุมารี ๕๐๐
คน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูล
ถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประ
ทานพระวโรกาส สาวกของพระผู้มี
พระภาคเจ้า ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มี
ปัญญาเท่า ๆ กัน คนหนึ่งเป็นผู้ให้ คน
หนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองนั้น เมื่อตายไป
แล้ว จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แต่คน
ทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นเทวดาเหมือนกัน
พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดู
ก่อนสุมนา คนทั้งสองนั้นจึงมีความ
พิเศษแตกต่างกัน คือ ผู้ให้เป็นเทวดา
ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๔ ประการ
คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย
ที่เป็นทิพย์ ดูก่อนสุมนา ผู้ที่ให้เป็นเทวดา
ย่อมข่มเทวดาผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๔ ประการ
สุมนาราชกุมารี : “ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ก็ถ้าเทวดาทั้งสองนั้นจุติจาก
เทวโลกนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นมนุษย์
แต่คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นมนุษย์เหมือน
กัน ซึ่งมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ”
พระพุทธเจ้า : “ดูก่อนสุมนา คน
ทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน
คือ ผู้ให้เป็นมนุษย์ ย่อมข่มคนไม่ให้
ได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ
สุข ยศ และอธิปไตยที่เป็นของมนุษย์
ดูก่อนสุมนา ผู้ให้เป็นมนุษย์ย่อมข่ม
คนผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕ ประการนี้
สุมนาราชกุมารี : “ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นออกบวช แต่
คนทั้งสองนั้น ทั้งที่เป็นบรรพชิตเหมือน
กัน พึงมีความพิเศษแตกต่างกันหรือ"
มาก
พระพุทธเจ้า : “ดูก่อนสุมนา คน
ทั้งสองนั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน คือ
คนที่ให้เป็นบรรพชิต ย่อมข่มคนที่ไม่ให้
ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ เมื่อออกปาก
ขอย่อมได้จีวรมาก เมื่อไม่ออกปากขอ
ย่อมได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้
บิณฑบาตมาก เมื่อไม่ออกปากขอย่อม
ได้น้อย เมื่อออกปากขอย่อมได้เสนาสนะ
เมื่อไม่ออกปากขอย่อมได้น้อย
เมื่อออกปากขอย่อมได้บริขารคือยาที่
เป็นเครื่องบำบัดไข้มาก เมื่อไม่ออก
ปากขอย่อมได้น้อย และจะอยู่ร่วมกับ
เพื่อนพรหมจรรย์เหล่าใด เพื่อนพรหม
จรรย์เหล่านั้นก็ประพฤติต่อเธอด้วย
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นที่
พอใจเป็นส่วนมาก ไม่เป็นที่พอใจ
เป็นส่วนน้อย ย่อมน่าสิ่งที่เป็นที่พอใจ
เป็นส่วนมาก ย่อมนำสิ่งไม่เป็นที่พอใจ
มาเป็นส่วนน้อย ดูก่อนสุมนา ผู้ให้เป็น
บรรพชิต ย่อมข่มผู้ไม่ให้ด้วยเหตุ ๕
ประการนี้”
สุมนาราชกุมารี : “ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ก็ถ้าคนทั้งสองนั้นบรรลุอรหัต
แต่คนทั้งสองนั้นทั้งที่ได้บรรลุอรหัต
เหมือนกัน
กันหรือ"
จึงมีความพิเศษแตกต่าง
พระพุทธเจ้า : “ดูก่อนสุมนา เรา
ไม่กล่าวว่ามีเหตุแตกต่างกันใด ๆ ใน
วิมุตติกับวิมุตติ ข้อนี้”
สุมนาราชกุมารี : “ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญไม่เคยมี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้อนี้กำหนดได้ว่า ควรให้ทาน ควร
ทำบุญ เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่
เทวดา แม้แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต”
พระพุทธเจ้า : “อย่างนั้นสุมนา
อย่างนั้นสุมนา ควรให้ทาน ควรทำบุญ
เพราะบุญเป็นอุปการะแม้แก่เทวดา แม้
แก่มนุษย์ แม้แก่บรรพชิต”
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา
ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว
จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
“ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจร
ไปในอากาศย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้ง
ปวงในโลก ด้วยรัศมี ฉันใด บุคคล
ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา ก็ฉันนั้น
ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงใน
โลกด้วยจาคะ, เมฆที่ลอยไปตามอากาศ
มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตก
รดแผ่นดินเต็มที่ตอนและที่ลุ่ม ฉันใด
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สม
บูรณ์ด้วยทัศนะ เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้น
ย่อมข่มตระหนี่ได้ด้วยฐานะ ๕ ประการ
คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยมด้วย
โภคะ ย่อมบันเทิง ในสวรรค์ในปรโลก
ดัง "
kalyanamitra.org