ข้อความต้นฉบับในหน้า
พ ร ะ ธรรมเทศนา
พ ร ะ ร า ช ภ า ว น า วิสุทธิ์
หลังจากที่ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้
แล้วได้ประทับนั่งในที่อันควร แล้วจึงได้กราบทูลถามถึงเรื่องที่ทรงสงสัยว่า พระราชธิดา
สุมนาทรงสดับเสียงสนทนาของทารกเกิดใหม่ ๒ คน คนหนึ่งนอนอยู่ในเปลทอง อีกคน
หนึ่งนอนที่พื้นใกล้ๆ กัน ทารกที่นอนในเปลทองเป็นพระอนุชาของพระองค์ ได้ตรัสกับ
ทารกที่นอนบนพื้นซึ่งเป็นลูกของหญิงรับใช้ว่า “เห็นไหม ท่านไม่เชื่อคำชักชวนของเรา
ว่าให้ทำทานตั้งแต่ชาติที่แล้ว ถ้าทำทาน ก็จะได้เกิดในอู่ทองแล้วก็มีสมบัติใหญ่อย่าง
นี้” ทารกที่นอนที่พื้นบอกว่า “ถึงจะร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองแค่ไหน มันก็เป็นแค่ธาตุ
ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น ไม่เห็นว่าจะสำคัญอย่างไร จะได้นอนเปลทองหรือว่านอนบน
พื้นมันก็เหมือนกัน” เด็กทารกสองคนสนทนากันตั้งแต่เกิด พระราชธิดาสุมนาซึ่งมีพระ
ชันษาเพียง ๗ ขวบ จึงไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง และได้นำมาทูลถามพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า พระองค์ก็ทรงยืนยันว่าสิ่งที่พระราชธิดาเห็นเป็นจริงอย่างนั้น
พระนางสุมนาจึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า คนสองคนมีศรัทธา มี
ศีล มีปัญญาเสมอกัน คนหนึ่งให้ทาน อีกคนหนึ่งไม่ให้ คนทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมได้รับสิ่งอันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ทั้งอายุ วรรณะ สุข ยศ
และอธิปไตย
ผู้ให้ทานเวลาไปเกิดเป็นเทวดา ย่อมได้รับของที่เป็นทิพย์อันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ๕
ประการคือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย อายุจะยืนกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ทาน วรรณะ
ก็คือรัศมี ผู้ให้ก็จะเป็นเทวดาที่รัศมีสว่างกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ จะมีความสุขมากกว่า มียศ
ใหญ่กว่า มีอธิปไตยคือมีความเป็นใหญ่ มีบริวารมากกว่า ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ เมื่อตายแล้วไป
อยู่บนสวรรค์ก็แตกต่างกันอย่างนี้
และเมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก็แตกต่างกันด้วยเหตุ ๕ ประการนี้ นั่นคือเกิดมา
เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่อายุ ผิวพรรณ วรรณะ ความสุข ยศ และความเป็น
ใหญ่ และแม้ออกบวชแล้วก็แตกต่างกันโดยธรรม ๕ ประการนั้นเช่นเดียวกัน
มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ไม่เคยทำทานเลย ได้แต่รักษาศีลแล้วก็เจริญภาวนาเรื่อย
มา ในชาติสุดท้ายเกิดมาก็อดๆ อยากๆ แม้บวชเป็นบรรพชิตแล้วก็ยังบิณฑบาตได้บ้าง
ไม่ได้บ้าง แต่ทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้ฉันอาหารอิ่ม
มื้อเดียวตอนก่อนจะดับขันธปรินิพพาน โดยที่พระสารีบุตรไปบิณฑบาตมาแล้วก็เอามือจับ
บาตรนั้นท่านจึงได้ฉัน นี่ผู้ที่ไม่ทำทานมาต้องอาศัยบุญของคนอื่นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นแม้เป็นบรรพชิตเหมือนกัน แต่ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ก็แตกต่างกันด้วยอายุ
วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย แต่การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นไม่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ
ก็คือคนที่เป็นผู้ให้จะร่ำรวย สมบูรณ์ มีความสุข สบายกว่าผู้ที่ไม่ให้ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็น
ชาวสวรรค์ ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นพระ เป็นนักบวชก็ตาม เพราะฉะนั้น จึงควรหมั่น
ทำทานบ่อยๆ เราจะได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบายไปทุกภพทุกชาติ
kalyanamitra.org