ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระธรรมเทศนา
พระภาวนาวิริยคุณ
หลวงพ่อก็ถามท่านกลับ “ทำไมเราจะต้องตุน
อะไรกันขนาดนั้น เราทำทานในชาตินี้แล้วก็ไปทำต่อ
ในชาติหน้า ทำไปเรื่อยๆ จะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยกี่พัน
ชาติ ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
ท่านก็กล่าวว่า “แล้วคิดว่าชาติต่อๆ ไปจะได้
เจอเนื้อนาบุญอย่างนี้อีกหรือ แล้วถ้าไม่เจอเนื้อนาบุญ
ทำทานกันเป็นหมื่นปียังสู้กับที่เขาตักบาตรทัพพีเดียว
กับพระอรหันต์ไม่ได้นะ ก็อ่านพระไตรปิฎกมาแล้วไม่ใช่
หรือ”
หลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎกมาแล้วก็หลายรอบ แต่
ไม่เคยได้ฉุกคิด จริงของท่าน อังกุระมาณพทำทานอยู่
เป็นหมื่นปีกับบุคคลผู้ไม่มีศีล ในยุคที่พระพุทธศาสนายัง
ไม่บังเกิดขึ้น เฉพาะเตาที่ก่อเอาไว้สำหรับหุงข้าว เรียง
กันแล้วยาวเป็นร้อยโยชน์พันโยชน์ น้ำข้าวที่รินออกมา
กลายเป็นคลองเอาเรือแล่นได้ ทำทานกันขนาดนั้นยังได้
บุญสู้กับที่อินทกมาณพตักบาตรกับพระอรหันต์ซึ่งเป็นเนื้อ
นาบุญเพียงทัพพีเดียวไม่ได้เลย แล้วเราจะเอาอะไรมา
เป็นประกันว่าชาติต่อไป ถึงแม้ทำบุญจนกระทั่งอายุยืน
ได้ขนาดนั้น แต่ถ้าไม่เจอเนื้อนาบุญ เราจะเอาอะไรไป
เป็นเสบียงกันในชาติต่อๆ ไป หมดเสบียงเมื่อไหร่ละก็แย่
นะ ดูแค่ในชาตินี้ ถ้าไม่มีเงินในกระเป๋า ค่ารถมาวัดไม่มี
อยากจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็ลำบาก
สมาธิก็นั่งไม่ติดกันละ
จะนั่งหลับตาทำ
การที่เราจะแก้นิสัยไม่ดีแต่ละอย่างให้หมดได้ ไม่
ใช่สิบชาติร้อยชาติหรือพันชาติหมื่นชาติ แต่อีกกี่ล้านชาติ
ยังไม่รู้ ถ้าไม่เตรียมเสบียงให้พอ ต่อไปข้างหน้าแม้อยาก
จะรักษาศีล อยากจะนั่งหลับตาทำสมาธิก็ทำได้ยาก
หลวงพ่อก็เลยถามท่านว่า ท่านคิดออกหรือยัง
ท่านก็บอกว่า ก็คิดออกมาได้ระดับหนึ่งแล้ว คือต้องหา
ทางให้สร้างบุญใหญ่ๆ สร้างให้เต็มอิ่มเต็มที่ เต็มมือเต็มใจ
แล้วพระภิกษุผู้เป็นเนื้อนาบุญ คนที่รักการปฏิบัติธรรม
รักการสร้างบารมี มีอยู่ในแผ่นดินไทยเท่าไร ต้องไปตาม
มาให้หมด แล้วมาร่วมสร้างบุญพร้อมๆ กัน อย่างนี้จึงจะ
ได้บุญใหญ่มากพอที่จะเกิดไปอีกกี่ชาติๆ เสบียงจะได้พร้อม
ไม่ไปหมดกลางทาง
พอฟังท่านพูดแล้วก็ชักเหนื่อยแทน ให้ไปนิมนต์
พระที่เป็นเนื้อนาบุญทั้งแผ่นดินมาให้หมด ความรู้สึกเมื่อ
๑๕ ปีก่อนโน้น เอาแค่ร้อยวัดก็แย่แล้ว ก็นึกไม่ถึงเหมือน
กันว่า เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ ในงานสลาย
๘
ร่างคุณยายอาจารย์ พวกเราได้ไปนิมนต์เจ้าอาวาส
๓๐,๐๐๐ วัด มากันได้อย่างไร เมื่อ ๑๕ ปีก่อนนั้นนึกไม่
ออกจริงๆ แม้ครั้งนี้ทำเสร็จแล้วยังนั่งงงๆ อยู่เลยว่า
เป็นไปได้อย่างไร
ความคิดของท่านไม่เหมือนคนอื่น ภาพของท่าน
ชัดเกินกว่าที่คนอื่นจะตามทัน ไหนๆ จะต้องทำบุญเพื่อ
เก็บเสบียงแล้ว มองเป้าสุดท้ายโน่นเลยว่า ถ้าทำครั้งนี้
แล้วก็ไม่ต้องทำอีก ซึ่งการคิดอย่างนี้นักบริหารปัจจุบัน
เพิ่งมาใช้กัน คือจะทำอะไรก็มองภาพสุดท้ายแล้วถอย
หลังกลับมา ซอยงานออกมา จากวันนี้ไปจนกระทั่งงาน
เสร็จ แต่งานทางโลกเสร็จมันแค่ในชาตินี้ ไม่กี่ปีก็เสร็จ
ส่วนงานสร้างบารมีมองข้ามชาติไปอีกกี่อสงไขยชาติก็ตาม
ภาพสุดท้ายอยู่ตรงโน้น
พอเห็นภาพสุดท้ายแล้วว่าต้องการให้เสบียงพอถึง
จุดสุดท้ายโน่น แล้วในที่สุดท่านก็คิดออก คือต้องสร้าง
พระเจดีย์ แล้วการที่จะสร้างพระเจดีย์ให้ทรงคุณค่าให้
มากที่สุด ท่านนั่งค้นอยู่หลายปีก็พบว่า พระเจดีย์นั้นต้อง
มีพระพุทธรูปประดิษฐาน และอุดมด้วยลักษณะมหาบุรุษ
ซึ่งก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะได้อย่างที่เรากราบไหว้
อยู่ทุกวันนี้
งานแต่ละอย่างท่านได้วางผังมาแล้ว มหาธรรม
กายเจดีย์ที่เราได้ร่วมกันสร้างนี้มีประโยชน์อย่างที่เห็น มี
พื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเนื้อนาบุญ คือพระภิกษุสงฆ์ขึ้นไป
ประกอบพิธีกรรมบนนั้น และเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อย
แล้วก็คิดวางแผนว่า จะให้มีคนเป็นล้านมากราบไหว้ มา
สวดมนต์ มานั่งสมาธิได้พร้อมๆ กัน
เมื่อท่านคิดที่จะเอาบุญใหญ่ถึงจุดสุดท้ายโน้นจิง
กระจายงานออกมาอย่างนี้ แล้วท่านก็คิดของท่านต่อว่า
จะไปตามพวกเรามาเป็นล้านคนได้อย่างไร ถ้าตามมาแล้ว
ไม่ฝึกให้ดี เดี๋ยวก็เกิดความวุ่นวาย มาแล้วก็จะไม่ได้บุญ
กันเต็มที่
ไม่ทราบว่าพวกเราได้รู้ตัวกันหรือเปล่า ที่พระ
เดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านให้พิมพ์พระ หลวงพ่อ
เองชอบใจคำนี้จริงๆ “พอเราพิมพ์พระเสร็จแล้ว ทำ
ความสะอาดอุปกรณ์ทุกอย่างให้เรียบร้อย จนกระทั่ง
คนที่มาพิมพ์ต่อจากเรา มีความรู้สึกว่าเขาคือคนแรกที่
เข้ามานั่งพิมพ์พระ” ตรงนี้เป็นความละเอียดในการฝึก
คน เป็นการบังคับให้เราต้องทำด้วยความละเอียดประณีต
เป็นระเบียบ
kalyanamitra.org