ข้อความต้นฉบับในหน้า
เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก
วิสัยหเศรษฐี
ผู้ให้...ผู้มีชัยเหนือความตระหนี่
เมื่อวันทอดกฐินที่ผ่านมา กัลยาณมิตรทุกท่านคงจำ กันได้ถึงเสียงใสๆ จากใจมหาทานบดีว่า
“ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน พร้อมด้วยบริวารทั้ง
หลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐินด้วยผ้าผืนนี้
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่อมรรคผลนิพพาน แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ”
และเสียงก้องกังวานที่น่าประทับใจจากพระสงฆ์ที่กล่าวรับผ้ากฐินว่า
“ผ้ากฐินทานพร้อมด้วยบริวาร ทั้งหลายเหล่านี้เป็นของบริสุทธิ์ ประดุจเลื่อนลอยมาจาก
นภากาศ แล้วตกลงในท่ามกลางสงฆ์ มิได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นของภิกษุรูปใด... เมื่อเห็นสมควร
แก่ภิกษุรูปใด จงมอบให้ภิกษุรูปนั้นเทอญ....”
ภาพของสาธุชนที่มาร่วมงานในวันทอดกฐิน เป็นภาพที่น่าประทับใจปลื้มปีติใจเป็นอย่างมาก ลูก
ทุกคนได้ทุ่มเท ทั้งทุ่ม” คือมีเท่าไหร่ก็ทุ่มลงไปจนหมดกำลังสติปัญญาความสามารถ ทั้ง “เท” คือมีทรัพย์
เท่าไหร่ก็เทลงไปฝากฝังสมบัติไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะเราต่างก็ตระหนักดีอยู่ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
กาลเวลาเป็นสิ่งที่มีความหมาย เราต่างมีชีวิต
อยู่ในโลกนี้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ช้าก็จะต้อง
จากไป แม้ทรัพย์สมบัติภายนอกที่มีอยู่ เราก็
ไม่สามารถจะเอาติดตัวไปได้ สิ่งที่จะติดตัวเรา
ไปมีแต่บุญกับบาปเท่านั้นเอง ถ้าหากเราสั่งสม
บุญ ชีวิตเราก็จะมีคุณค่า เกิดมาแล้วมีชีวิตไม่สูญ
เปล่า เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น เพราะ
เราได้ใช้วันเวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ สร้าง
บารมีอย่างเต็มที่โดยไม่ประมาทเช่นเดียวกับพระ
บรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในกาลก่อน
“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก” เมื่อคนอื่นอยากจะได้
แต่นักสร้างบารมี ใจคิดแต่จะให้ เมื่อคิดจะให้
ความเบิกบานใจก็บังเกิดขึ้น ยิ่งได้ให้ก็ยิ่งมีแต่จะ
ได้รับ เมื่อไม่ให้มีแต่จะหลบออกไปจากใจ มหาชน
เฉกเช่นพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เมื่อได้ตัดสินใจ
เด็ดเดี่ยวสร้างบารมี เพื่อมุ่งบรรลุอนุตตรสัมมา
สัมโพธิญาณ ท่านได้เปลี่ยนจากการเป็นผู้รับมา
เป็นผู้ให้โดยตลอด ให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ถึงแม้จะ
รักและหวงแหนชีวิตมากเพียงไร แต่ใจท่านรัก
โพธิญาณมากกว่าจึงยอมสละชีวิตได้ ไม่ว่าจะเกิด
มากี่ภพกี่ชาติ เมื่อเห็นว่าวิธีการใดที่จะเป็นไปเพื่อ
การได้มาซึ่งบุญญาบารมีและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
๓๘
kalyanamitra.org