วิสัยหเศรษฐี วารสารอยู่ในบุญ ปี 2545 ฉบับที่ 1 หน้า 39
หน้าที่ 39 / 44

สรุปเนื้อหา

โดย ธรรมทัศน์ ที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ท่านจะตัดสินใจทำทันทีโดยปราศจากความลังเล ทำให้ท่านมีบารมี เต็มเปี่ยม ดังเรื่องของวิสัยหเศรษฐี วิสัยหเศรษฐี ความตระหนี่มีค่าแค่ศูนย์ ในอดีตกาล มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อวิสัยหะ มีใจรักในการให้ทาน ท่านรักการให้ทานเป็นชีวิตจิตใจ เหมือนลม หายใจที่ขาดไม่ได้ ได้บริจาคทรัพย์ทุกวันๆ ละ 5 แสน ทั้งยังชักชวนทุกคนในครอบครัวให้ทำทานและรักษาศีลอยู่เป็น ประจำ ชื่อเสียงที่ดีงามของท่านจึงฟุ้งขจรไปทั่วสารทิศ ใครได้ยินก็มีจิตเลื่อมใส จนได้รับความเคารพยกย่องนับถือไป ทั่วชมพูทวีป ประดุจพระจันทร์วันเพ็ญที่รุ่งเรืองกว่าหมู่ดาวทั้งหลาย เสียงแซ่ซ้องสาธุการดังก้องไปถึงสวรรค์ ชาวสวรรค์ได้กล่าวขานถึงท่านเศรษฐีเป็นประจำ จนเป็นเหตุให้ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์

หัวข้อประเด็น

- วิสัยหเศรษฐี

ข้อความต้นฉบับในหน้า

โดย ธรรมทัศน์ ที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย ท่านจะตัดสินใจทำทันทีโดยปราศจากความลังเล ทำให้ท่านมีบารมี เต็มเปี่ยม ดังเรื่องของวิสัยหเศรษฐี วิสัยหเศรษฐี ความตระหนี่มีค่าแค่ศูนย์ ในอดีตกาล มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อวิสัยหะ มีใจรักในการให้ทาน ท่านรักการให้ทานเป็นชีวิตจิตใจ เหมือนลม หายใจที่ขาดไม่ได้ ได้บริจาคทรัพย์ทุกวันๆ ละ 5 แสน ทั้งยังชักชวนทุกคนในครอบครัวให้ทำทานและรักษาศีลอยู่เป็น ประจำ ชื่อเสียงที่ดีงามของท่านจึงฟุ้งขจรไปทั่วสารทิศ ใครได้ยินก็มีจิตเลื่อมใส จนได้รับความเคารพยกย่องนับถือไป ทั่วชมพูทวีป ประดุจพระจันทร์วันเพ็ญที่รุ่งเรืองกว่าหมู่ดาวทั้งหลาย เสียงแซ่ซ้องสาธุการดังก้องไปถึงสวรรค์ ชาวสวรรค์ได้กล่าวขานถึงท่านเศรษฐีเป็นประจำ จนเป็นเหตุให้ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปรารถนาจะทดลองใจท่านว่ามีความศรัทธาไม่หวั่นไหวในการให้ทานแค่ไหน จึง ดลบันดาลให้สมบัติแม้ทาสและกรรมกรของท่านเศรษฐีหายวับไปหมด แม้จะได้ยินเจ้าหน้าที่แผนกจัดทานมาบอกว่า ขณะนี้ ในโรงทานไม่มีอาหารอะไรที่จะบริจาคแล้ว จิตใจของท่านเศรษฐีก็ยังแน่วแน่มั่นคง ท่านเศรษฐีตระหนักว่า “ทาน คือชีวิตของเรา ชีวิตที่ปราศจากการให้ เป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ ถึงอย่างไรเราก็จะไม่หยุดให้ทาน ท่าน เศรษฐีได้ปรารภกับศรีภรรยา แล้วบอกให้ไปค้นหาทรัพย์สมบัติให้ทั่วเรือนว่ามีทรัพย์อะไรที่จะพอบริจาคทานได้บ้าง ภรรยา ได้ไปค้นหาจนทั่วเรือนแล้ว ไม่พบสิ่งของใดซึ่งพอจะให้ทานได้เลย พบเพียงเคียวเกี่ยวหญ้าด้ามหนึ่ง คานและเชือกมัด หญ้าเท่านั้น ท่านเศรษฐีจึงชวนภรรยาออกไปเกี่ยวหญ้าเพื่อนำไปขาย จากมหาเศรษฐีต้องลดตัวมาเกี่ยวหญ้า ก็ไม่เป็น ปัญหาสำหรับท่านเลย เพราะเมื่อมีจิตคิดจะให้ ก็ไม่มีอะไรมาเป็นอุปสรรค เมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว ส่วนหนึ่งท่านได้นำไป ซื้ออาหาร อีกส่วนหนึ่งได้แบ่งให้ทาน แต่เมื่อมีผู้อยากได้อาหารนั้น ท่านก็ยังให้อาหารทั้งหมดแก่คนขอทาน ท่านเศรษฐีได้ทำเช่นนี้ติดต่อกันถึง 5 วัน พอถึงวันที่ ๗ ในขณะที่ท่านเศรษฐีกำลังหาบหญ้ามานั้น เนื่องจาก ท่านอดอาหารติดต่อกันมาหลายวัน ท่านจึงเกิดอาการหน้ามืดตาลาย แล้วเป็นลมล้มลงไป พระอินทร์ผู้เฝ้าดูอยู่เห็นอาการ ของท่านเศรษฐีมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อท่านเศรษฐีได้สติ จึงตรัสถามว่า “เมื่อก่อนนี้ ท่านมีทรัพย์สมบัติมาก แต่ต้องยากจนลงสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะการให้ทาน ไม่ได้ช่วยอะไรท่าน เลย เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไป ท่านไม่ควรให้ทานอีก เมื่อท่านประหยัด ทรัพย์สมบัติก็จะเพิ่มขึ้น ถ้าท่านให้ปฏิญญาแก่ เราว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ท่านจะไม่ให้ทานอีก ท่านก็จักได้เป็นมหาเศรษฐีตามเดิม ท่านเศรษฐีค่อยๆ ลืมตาขึ้นดู แล้วถามว่า “ท่านเป็นใคร” พระอินทร์ตอบว่า “เราเป็นท้าวสักกะ” เศรษฐีกล่าว ว่า “ธรรมดาท้าวสักกะย่อมสรรเสริญการให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ และต้องบำเพ็ญวัตตบท ๓ ประการ จึงได้ เป็นท้าวสักกะ แต่ไฉนวันนี้ พระองค์จึงทรงห้ามการให้ทานเสียเองเล่า” ท่านเศรษฐีถามกลับไปด้วยความสงสัย ท้าวสักกะเมื่อเห็นว่าไม่อาจจะห้ามท่านเศรษฐีได้ จึงตรัสถามว่า “ท่านให้ทานเพื่อประโยชน์อะไร” ท่านเศรษฐี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าให้ทานเพราะมิได้ปรารถนาจะเป็นอะไรๆ แต่ปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ท้าวสักกะได้สดับแล้ว จึงชื่นชมท่านเศรษฐี และบันดาลให้ทรัพย์สมบัติของท่านเศรษฐีบังเกิดขึ้นมากมาย ใช้ไม่มีวันหมด เมื่อแน่วแน่ในการให้ ทาน จากการที่ไม่มีทรัพย์อะไรเลย กลับกลายเป็นมีทรัพย์จนใช้ไม่หมด ตั้งแต่นั้นมาท่านเศรษฐีก็ได้ทุ่มเทในการให้ทาน อย่างสุดกำลัง ท่าอยู่อย่าง จนตลอดอายุขัย จะเห็นได้ว่า หัวใจพระโพธิสัตว์ในกาลก่อนนั้น ไม่ว่าจะถึงคราวขัดสนยากจน ท่านก็ไม่เคยท้อแท้ในการให้ทาน เพราะทานบารมีเป็นบารมีแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์จะต้องสร้างให้เต็มเปี่ยม เพื่อเป็นเครื่องสนับสนุน ในการสร้างบารมีอื่นๆ ได้สะดวกสบาย ดังนั้น ทานบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะขาดไม่ได้ ภาพแห่งความปีตินี้ ติดใจท่านมาจนกระทั้งเป็นพระบรมศาสดาของเรา เฉกเช่นกัลยาณมิตรที่ได้ทุ่มเท สร้างมหาทานบารมีไว้เป็นภาพแห่งความปีติเมื่อวันทอดกฐินที่ผ่านมา จะติดอยู่ในใจต่อไปจนถึงภพเบื้องหน้า จะเป็น เครื่องหล่อเลี้ยงใจให้มีความสุข ความอิ่มอกอิ่มใจตลอดเวลา เมื่อถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรม ก็จะเป็นเหตุให้เราได้ รู้แจ้งแทงตลอดในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างง่ายดายเป็นอัศจรรย์ ๓๙ kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หน้าหนังสือทั้งหมด

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More