ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๐
กระจายความสุขให้ทั่วหน้ากัน
พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนหรอกว่า “นี่คุณ หาความสุข
เข้าตัวเองคนเดียวนะ" ไม่ใช่ พอพระพุทธองค์ทรงเริ่มต้น
สอน ก็ทรงสอนให้แบ่งความสุขให้ทั่วหน้ากันแล้ว นี่คือ
คำสอนขั้นต้นเกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิ
แต่ทว่าเนื่องจากพวกเราไม่ค่อยได้มีโอกาสไปอ่าน
พระไตรปิฎก เวลาพระภิกษุหรือผู้ที่คุ้นเคยอยู่กับวัดพูดถึง
คำว่า “ทาน” เราก็เลยตีความกันสั้นไปหน่อย
เพราะฉะนั้น ขอขยายความนิดหนึ่ง เพราะนี่เป็น
พื้นฐานของสัมมาทิฏฐิทีเดียว
ๆ
ทานในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ รูปแบบใหญ่ ๆ
๑. การให้สิ่งของเป็นทาน
พวกสิ่งของทั้งหลายได้แก่ ข้าวปลาอาหาร ที่อยู่อาศัย
ซึ่งมีศัพท์ให้โดยเฉพาะด้วย ท่านใช้คำว่า อามิสทาน เรื่องนี้
เรารู้กันโดยทั่วไปแล้ว
๒. ให้ความรู้เป็นทาน
ถ้าให้ความรู้เกี่ยวกับทางโลกทั่วๆไป เราเรียกว่า
วิทยาทาน ถ้าเกี่ยวกับธรรมะ อย่างที่กำลังให้อยู่นี้เราเรียกว่า
ธรรมทาน นี้เป็นทานประเภทที่สอง
V
๓. อภัยทาน
ลองถามตัวเองกันบ้าง ขณะนี้ยังเคืองใครอยู่บ้างไหม?
ไม่มีนะ สาธุ ! ขอให้จำเริญเถอะ
บ
๑๑
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงชี้เอาไว้เลยว่า ก้าวแรก
ของผู้นำทางความคิด ไม่ว่าจะเป็นนักบริหาร นักปกครอง
มีสัมมาทิฏฐิประการแรกเลย ได้แก่ ทาน คือ แบ่งปัน
ความสุขกันให้ทั่วหน้า อย่างน้อยก็ในสามรูปแบบนี้ ซึ่งเรื่อง
นี้ว่าที่จริงแล้ว เราเคยทำกันมาทั้งนั้น เพียงแต่ว่าบางครั้ง
แบ่งหมวดหมู่ไม่ถูก ก็ถือว่าเป็นการทบทวน เพราะนั่น
เป็นความสว่างในใจขั้นต้นของมนุษยชาติคือ การปันกันกิน
ปันกันใช้ หรือแบ่งความสุขให้กัน
ประการที่ ๒ การยกย่องบูชาคนดีเป็นความดีจริง ควรกระทำ
ก้าวที่สองของสัมมาทิฏฐิ พระองค์ท่านใช้คำนี้คือ
การยกย่องบูชาคนดี เป็นความดีจริง ควรกระทำ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งให้ทำเป็นล่ำเป็นสัน
ตรงนี้เองถ้าใครได้ทำอย่างถูกวิธี ตัวเองก็จะเย็นใจ ครอบครัว
ก็จะร่มเย็น บ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็นสุขตามไปด้วย
สำหรับการยกย่องบูชา คำๆ นี้เราได้ยินกันมานาน
หลวงพ่อได้ยินมาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แต่ว่าต่อมา เมื่อบวชได้
๕ พรรษา จึงรู้ว่าตัวเองไม่รู้ คือเข้าใจผิด หรือว่ารู้ไม่ตลอด
ในเรื่องของการบูชา นี่ถ้าไม่บวชก็คงโง่จนตาย
การบูชาคืออะไร ?
ในภาษาไทยมีความหมายว่า นับถือ เทิดทูน ยกย่อง
นับ คือ การคํานวณว่าเท่านั้นเท่านี้ เช่น นับหนึ่ง