ความสำคัญของกรรมดีกรรมชั่ว สัมมาทิฏฐิ หน้า 24
หน้าที่ 24 / 56

สรุปเนื้อหา

วันหลังพอโตขึ้นมาหน่อย เห็นคนท่าทาง อย่างนี้เข้ามาในบ้าน เราอยู่ในบ้านก็รีบไป เดี๋ยวโดนไล่ แต่ว่าถ้าวันไหนเห็นท่าทาง อย่างโน้นมา ไม่ว่าเล่นอยู่ที่ไหน ก็ต้องรีบกลับมาจัดหาน้ำ ให้ เด็กจะเริ่มดูคนออกก็ตั้งแต่ตรงนี้ บทฝึกง่าย ๆ แต่เราไม่ค่อยได้ฝึกให้ลูก บางทีเรา เองก็ไม่ได้ทำ กับภรรยาของเราเอง บางทีก็ไม่ได้ทำ กับ คนใช้ก็ไม่ได้สอนมัน แล้วบอกว่า “คนใช้บ้านผมมันแย่จัง เลย มันต้อนรับแขกไม่เป็น มันไล่แขก” ซักเข้าจริงๆ คือ เราไม่ได้สอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงบอกว่า นักบริหารนักปกครอง นักวิชาการ ผู้นำทาง ความคิดทั้งหลายต้องไปทำให้ดี นี่เป็นประการที่สาม ประการที่ ๔ ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง เรื่องที่สี่นี้เจาะลึกเข้าไปอีก คือกรรมดีกรรมชั่วมีผล ไม่สูญเปล่า เรื่องนี้พระองค

หัวข้อประเด็น

- ความสำคัญของกรรมดีกรรมชั่ว

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๒๔ วันหลังพอโตขึ้นมาหน่อย เห็นคนท่าทาง อย่างนี้เข้ามาในบ้าน เราอยู่ในบ้านก็รีบไป เดี๋ยวโดนไล่ แต่ว่าถ้าวันไหนเห็นท่าทาง อย่างโน้นมา ไม่ว่าเล่นอยู่ที่ไหน ก็ต้องรีบกลับมาจัดหาน้ำ ให้ เด็กจะเริ่มดูคนออกก็ตั้งแต่ตรงนี้ บทฝึกง่าย ๆ แต่เราไม่ค่อยได้ฝึกให้ลูก บางทีเรา เองก็ไม่ได้ทำ กับภรรยาของเราเอง บางทีก็ไม่ได้ทำ กับ คนใช้ก็ไม่ได้สอนมัน แล้วบอกว่า “คนใช้บ้านผมมันแย่จัง เลย มันต้อนรับแขกไม่เป็น มันไล่แขก” ซักเข้าจริงๆ คือ เราไม่ได้สอน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงบอกว่า นักบริหารนักปกครอง นักวิชาการ ผู้นำทาง ความคิดทั้งหลายต้องไปทำให้ดี นี่เป็นประการที่สาม ประการที่ ๔ ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง เรื่องที่สี่นี้เจาะลึกเข้าไปอีก คือกรรมดีกรรมชั่วมีผล ไม่สูญเปล่า เรื่องนี้พระองค์ตรัสกับบัณฑิตในสมัยโน้น นัก ปกครองสมัยโน้น จึงตรัสสั้นๆ ถ้าพูดให้เต็มก็ต้องบอกว่า ทําดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง ตรงนี้สำคัญ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามาทุกยุค ทุกสมัยในเรื่องของการบริหารปกครอง คือทําอย่างไร คนของเรา รวมทั้งตัวของเรานี้ด้วย คือ เมื่อมีโอกาสจะทำ ความชั่ว แม้ไม่มีใครรู้ใครเห็นด้วย ก็สามารถเบรคตัวเอง ไม่ให้ทำ แล้วทำอย่างไร ๒๕ เมื่อมีโอกาสจะทำความดี แม้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรับรู้ ก็พร้อมที่จะทำความดีนั้นให้ สุดชีวิตจิตใจ ถามว่าเรื่องนี้ง่ายไหม ? ค่อนข้างยาก ครั้นจะให้ มีใครตามดูก็ไม่มี มีอย่างเดียว ต้องให้ตัวเองตามดู ตัว เอง แล้วการที่จะให้ใครตามดูตัวเองได้ ก็ต้องให้ซึ้งถึง หลักกฎแห่งกรรมเสียก่อน แล้วก็ความซาบซึ้งใจตรงนี้ นี่เองจะเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นผู้กำกับติดตัวเราไปทุกย่างก้าว ไปเลยว่า ถ้าหากจะมีโอกาสทำความชั่วโดยไม่มีใครรู้เห็น ก็จะเบรคตัวเองโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถ้ามีโอกาสจะทำ ความดีก็จะทุ่มชีวิตจิตใจทำลงไป ใครจะรู้ใครจะเห็นหรือ ไม่ ก็ไม่สนใจ การทำความเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรมนั้น ความจริง ไม่ยากหรอก แต่ต้องจับเงื่อนให้ถูก ขอถามกันตรงๆ “ใครมั่นใจบ้างว่า ดีจริง ? " ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่มั่นใจ ทำดีต้องได้ พวกเราต้องดูตรงนี้ให้ดี เมื่อก่อนนี้ ก่อนจะเข้าวัด คือ หลวงพ่อเข้าวัดได้สี่ห้าปีถึงได้บวช ก่อนหน้าจะเข้าวัด ไม่มั่นใจเลยว่า ทําดีได้ดี ท่าชั่วได้ชั่ว มันมีความคลางแคลง เพราะมีความคลางแคลง จึง จึงไม่มีเบรคติดตัว จึงอยากให้ พวกเราลองดูตรงนี คนเราจะทําดีให้ได้ดี มันมีข้อแม้ คือ
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หน้าหนังสือทั้งหมด

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More