ข้อความต้นฉบับในหน้า
ถ้าที่นั้นเป็นที่คนพลุกพล่านสับสน เราควรจะสังเกตตอนเบื้องบนอันที่จะเห็นได้ง่าย คือ
นายเรามัวเงาขาวดำและขวดทรงสูงต่ำอย่างไร เราก็ต้องเพ่งหมายดูอย่างนั้นเรื่อยไป ถ้าท่าน
ใส่หมวก หมวกที่ใส่นั้นอย่างไร ก็ดูอย่างนั้นเรื่อยไป ก็คงจะสังเกตพบได้ง่าย เมื่อประเมินพบ
เครื่องหมายตามสังเกตได้แล้ว จึงลดแลลงมาสังเกตดูหน้าเอาเป็นแน่อีกชั้นหนึ่ง ก็คงจะพบได้ง่าย
ดีกว่ากูอย่างตะลุยอันไม่มีหลัก
ถ้ามืดหรือห่างไกลที่ดูหน้าไม่ถนัด เราก็ควรสังเกตกิริยาท่าทางที่ท่านเดินก็คงรู้ได้ว่า
ใช่ฤาไม่ ธรรมดาเดินมาแต่ไกล ถ้ามืดสักหน่อยนั้น ดูหน้าไม่พอที่จะจำได้เลย ต้องดูกิริยาท่าทาง
ที่เดินก็คงจะรู้ได้ว่าใครเป็นแน่ คนที่เราคุ้นเคยรู้จักชัดเจนนั้น สังเกตดังนี้ไม่ใคร่จะผิดเลย
เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าเวลาไปไหนที่มีผู้คนมาก ๆ ก็อาจเกิดการพลัดหลงกันได้ บางที
เราก็เคยพลัดกับพ่อแม่ กับเพื่อนฝูง พอเดินเบียดเสียดกันเข้า เหลียวกลับมาอีกที อ้าว! หายไปไหน
ก็ไม่รู้แล้ว ถ้าเป็นเรื่องเที่ยวเตร่ไม่ได้ไปเรื่องงานสำคัญก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นการติดตามไปในหน้าที่
การงานหรือราชการแล้ว เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมา เพราะถ้าเราเป็นคนไม่รอบคอบแล้ว
ก็อาจพลัดหลงกับนายได้ ต้องยุ่งยากค้นหากันให้โกลาหล การงานก็อาจเสียหายได้
หลวงพ่อมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยยังเป็นนิสิต คราวนั้นไปกับเพื่อน ๆ ตาม
อาจารย์ไปประชุม คนหนึ่งถือกล้อง เราถือฟิล์ม ส่วนอีกคนหอบเอกสารไป ก็พากันเดินตามอาจารย์
ไปเข้าลิฟต์ โดยลืมถามไปว่าจะไปชั้นไหน เผอิญคนมาก พออาจารย์เข้าไปในลิฟต์ ประตูก็ปิด
พวกเราอยู่ข้างล่าง ไม่รู้ว่าอาจารย์ขึ้นไปชั้นไหน ก็เดาสุ่มขึ้นลิฟต์ไป เลยพลัดกัน กว่าจะเจอกันก็
ใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมง ผลสุดท้ายเรื่องที่อาจารย์จะนำไปรายงานก็ไม่ได้รายงาน เพราะเอกสารติดอยู่ที่
เพื่อนคนหนึ่ง พอเจอคนถือเอกสารนั้นแล้ว จะไปธุระเรื่องอื่นต่อ จำเป็นต้องใช้กล้อง กล้องก็ไปอยู่ที่
เพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งพลัดหลงกันไปคนละทาง วันนั้นไม่ได้งานอะไรเลย อย่างนี้นับเป็นอุทาหรณ์
ที่ดีว่า อย่าถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย ทำให้ขาดความสังเกตสังกา เพราะอาจเกิดเรื่องเสียหายขึ้นได้
หลวงพ่อทำมาจนเป็นนิสัยโดยไม่ต้องมีใครสอน ว่าจะไปไหนก็ตาม ก่อนขึ้นรถลงเรือจะมอง
ปราด จําเอาไว้ว่า ใครแต่งตัวชุดอะไร ไปกันกี่คน ต้องนับให้แน่นอนเลย ดังนั้นเวลาจะไปไหนกับ
หมู่คณะ ส่วนมากจะได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลไปทุกครั้ง หรือบางทีมี
ผู้ใหญ่กว่าไปด้วย เรามีอาวุโสไม่พอ ผู้ใหญ่มักจะมอบหมายให้เก็บข้าวของที่สำคัญ ๆ เอาไว้
ตลอดทางหลวงพ่อจะมีใจจดจ่อกับหัวหน้าทีม ทำให้ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อผู้ใหญ่
เหลียวหลังกลับมาเพื่อไหว้วานใครสักคนละก็ มักจะเห็นหลวงพ่อเป็นคนแรกทุกทีไป ก็เลยได้รับ
ความไว้วางใจอย่างนี้ตลอดมา แต่บางทีก็อึดอัดเหมือนกัน ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจ จะมองเรา
ว่าเป็นตัวประจบประแจงเอาหน้ากับเจ้านาย เรื่องนี้ต้องทำหูหนัก ๆ และทำใจให้หนักแน่นเข้าไว้
เพราะโดนแน่ แต่ว่าเราต้องถามตัวเองว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร นี่ไม่ใช่การประจบประแจง แต่เป็น
ลักษณะของการเอาการเอางาน เพราะฉะนั้นใครจะตำหนิอย่างไรก็อย่าเอามาเป็นอารมณ์..
(อ่านต่อฉบับหน้า)
ตุลาคม ๒๕๕๗ อยู่ในบุญ ๙๑