การตัดสินใจด้วยเหตุผล วารสารอยู่ในบุญ ปี 2556 ฉบับที่ 123 เดือนมกราคม หน้า 66
หน้าที่ 66 / 96

สรุปเนื้อหา

จะฉลาดขึ้น แล้วก็ไม่ต้องพึ่งหมอดูมาก สังคมก็จะ มีภูมิต้านทาน ไม่อ่อนแอ ผู้คนไม่เป็นโรคตื่นข่าวลือ การดูดวงหากไม่มีวิจารณญาณหรือไม่มี การตั้งสติเลย จะส่งผลกับครอบครัวหรือ สังคมอย่างไรบ้าง เราทุกคนเป็นเหมือนนายท้ายเรือ หากเรานำ เรือชีวิตของเราโดยอิงเหตุผลและข้อมูล ก็เหมือน ไต้ก๋งที่จะเดินเรือไปไหนก็ตั้งเป้าหมาย เสร็จแล้วก็ดู ทิศทางลม สำรวจภูมิประเทศ แนวหินโสโครกมีตรง ไหน ร่องน้ำลึกที่จะเดินเรือได้ปลอดภัยอยู่ตรงไหน แล้วเดินเรือไปด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ก็จะมีความปลอดภัย สูง แต่ถ้าพึ่งหมอดูก็เหมือนกับแล่นนาวาชีวิตไปตาม ที่คนอื่นบอก เขาบอกให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยว ถามว่าทำไมต้องเลี้ยว ไม่รู้ ไม่มีเหตุผล ก็คนนั้นเขา บอกให้เลี้ยว ลองคิดดูว่า ถ้าเราจะต้องขึ้นเรือโดยสาร ลำนี้ เราจะเอาไต้ก๋งแบบไหน ถ้

หัวข้อประเด็น

- การตัดสินใจด้วยเหตุผล

ข้อความต้นฉบับในหน้า

จะฉลาดขึ้น แล้วก็ไม่ต้องพึ่งหมอดูมาก สังคมก็จะ มีภูมิต้านทาน ไม่อ่อนแอ ผู้คนไม่เป็นโรคตื่นข่าวลือ การดูดวงหากไม่มีวิจารณญาณหรือไม่มี การตั้งสติเลย จะส่งผลกับครอบครัวหรือ สังคมอย่างไรบ้าง เราทุกคนเป็นเหมือนนายท้ายเรือ หากเรานำ เรือชีวิตของเราโดยอิงเหตุผลและข้อมูล ก็เหมือน ไต้ก๋งที่จะเดินเรือไปไหนก็ตั้งเป้าหมาย เสร็จแล้วก็ดู ทิศทางลม สำรวจภูมิประเทศ แนวหินโสโครกมีตรง ไหน ร่องน้ำลึกที่จะเดินเรือได้ปลอดภัยอยู่ตรงไหน แล้วเดินเรือไปด้วยข้อมูลที่มีอยู่ ก็จะมีความปลอดภัย สูง แต่ถ้าพึ่งหมอดูก็เหมือนกับแล่นนาวาชีวิตไปตาม ที่คนอื่นบอก เขาบอกให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็เลี้ยว ถามว่าทำไมต้องเลี้ยว ไม่รู้ ไม่มีเหตุผล ก็คนนั้นเขา บอกให้เลี้ยว ลองคิดดูว่า ถ้าเราจะต้องขึ้นเรือโดยสาร ลำนี้ เราจะเอาไต้ก๋งแบบไหน ถ้าเราเป็นหัวหน้า ครอบครัว เราก็ต้องเป็นหลักให้สมาชิกในครอบครัว ๒ ได้ ขึ้นเดินตามหมอดูชีวิตนี้คงไม่สดใสแน่ แล้วถ้า เป็นผู้น่าองค์กร ผู้นำประเทศ ยิ่งต้องตัดสินโดยอิง ข้อมูลความเป็นไปที่แท้จริงจึงจะนำนาวาขององค์กร ของประเทศชาติไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ มีหลักและวิธีการตั้งสติรับมือกับข่าวต่าง ๆ อย่างมีเหตุมีผลอย่างไรบ้าง ในกาลามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อ โดยเหตุ ๑๐ อย่าง คืออย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา อย่าเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบ ๆ กันมา, อย่า เชื่อเพราะข่าวเล่าลือ, อย่าเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือ ตำรา, อย่าเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง, อย่าเชื่อโดยคิด คาดคะเนอนุมานเอา, อย่าเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการ ที่ปรากฎ. อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าตรงกับความเห็นของ ๗๘ ตน, อย่าเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้ และอย่าเชื่อว่าผู้พูด นั้นเป็นครูของเรา ทั้ง ๑๐ ประการนี้ ไม่ให้เชื่อโดยอิงเหตุภายนอก ต้องไตร่ตรองอย่างละเอียดลึกซึ้ง ดูว่าเรื่องนั้นมี เหตุผลอย่างไร ดีไม่ดีอย่างไร ดูความเชื่อมโยง สัมพันธ์โดยองค์รวมกับข้อมูลเดิมที่เรามีอยู่ว่าเข้า กันไหม ไตร่ตรองดีแล้วจึงสรุปตัดสินใจ ถ้าประยุกต์ มาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันก็คือ ไม่ใช่อ่านหนังสือ พิมพ์แล้วเชื่อเลย เพราะที่จริงแล้วคอลัมน์ต่าง เป็นความเห็นของคน ๆ เดียว เราต้องแยกให้ได้ว่า อะไรเป็นความเห็น อะไรคือความจริง และต้องเก็บ ๆ นั้น ข้อมูลที่เป็นความจริงไว้ในใจเราจํานวนหนึ่งถึงคราว ไปเจอที่ใครเขาว่ามา เราก็เทียบดูว่าสอดคล้องไหม ค่อย ๆ ขัดแย้งกันไหม แล้วไตร่ตรองโดยภาพรวมให้ออก ฝึกอย่างนี้ พอมองความสัมพันธ์เชื่อมโยง ข้อมูลเรื่องต่าง ๆ ออก เราจะวินิจฉัยข่าวสารที่ ได้รับแต่ละชิ้นได้ว่า ข่าวสารเหล่านี้เราควรเชื่อไหม ไม่ใช่เจอนักวาทศิลป์พูดแล้วดูมีเหตุมีผลก็เชื่อเลย เชื่อไหมว่าในบางแง่มุม คนมีความรู้หลอกง่าย กว่าคนที่มีความรู้น้อย เพราะคนมีความรู้ชอบคิดอะไร โดยตรรกะ พอเหตุผลสอดคล้องกับตรรกะก็เชื่อเลย ทีนี้ถ้าไปเจอนักให้เหตุผลที่ให้เหตุผลแบบนักโต้วาที คือให้บางส่วน คนฟังไม่มีเวลาคิดละเอียด เขายกนั่น ยกนี่มาพูด ฟังแล้วน่าเชื่อถือ ก็โดนหลอกไปเลย แต่ คนมีความรู้น้อยคิดเรื่องตรรกะไม่ค่อยเป็นถ้าจะถาม ว่ารัฐบาลบริหารประเทศดีหรือไม่ดี เขาจะล้วงกระเป๋า ดูว่ามีสตางค์ไหม เศรษฐกิจในครอบครัวเขาดีขึ้นไหม ถ้าดีขึ้น เขาก็บอกว่ารัฐบาลทำดี เขาตัดสินด้วย ความจริง ฉะนั้นหลอกยาก แต่คนมีความรู้บางที ติดกับดักความรู้ของตัวเอง ให้พึงสังวรไว้ อย่ารีบด่วน เชื่อแล้วรีบสรุป ตรึกตรองให้ละเอียดรอบคอบแล้ว เราจะไม่พลาด
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More