ข้อความต้นฉบับในหน้า
สัมภาษณ์พิเศษ :
พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยที่ผมไปบอกพี่พลกฤษณ์ว่า พี่ผม...พร้อมแล้วนะ
ผมจะเข้าวัด ต่อมาก็ได้มีโอกาสขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่พนาวัฒน์
จ.เชียงใหม่ ผมได้อะไรกลับมาเยอะมาก จากการฝึกสมาธิ ได้
มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้คิด ได้พิสูจน์ เป็นการคลายเครียดที่ถูก
วิธีที่ตรงจุดที่สุด ฝึกแล้วมีความสุข ซึ่งทุกวันนี้
ในภาวะการทำงาน ก็ได้นำสมาธิมาใช้ พบว่า
ตัวเองใจเย็นขึ้นทุกอย่างดีขึ้นหมด แม้กระทั่ง
คําตอบของปัญหาซึ่งมักจะได้มาในระหว่าง
การนั่งสมาธิ...”
และเพื่อหาเวลาทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมาย
ที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ คือ เกิดมาเพื่อสร้าง
บารมีและทำพระนิพพานให้แจ้ง อาจารย์จึง
ตัดสินใจลาออกจากงาน มาตั้งบริษัทที่ปรึกษา
ของตัวเอง เพื่อจะได้มีเวลามากขึ้น ท่าน
อาจารย์ให้แนวคิดในการเข้าวัด ๓ ประการ
ถ้าคุณยังไม่เคยลองไป
สัมผัสไม่ลองปฏิบัติธรรม
เอาธรรมะมาลองใช้กับ
ตัวเอง แล้วคุณไปหลง
เชื่อตามสื่อ ก็เท่ากับว่า
คุณได้ตัดโอกาสในชีวิต
ของคุณไป ซึ่งบางทีสิ่ง
ที่ไม่รู้ ไม่ได้สัมผัส ด้า
คุณลองเข้าไปสัมผัสสิ่งนี้
อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดใน
ชีวิตคุณเลยก็ได้
กล่าวคือ
แนวติดที่ ๑ คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ไม่ได้อยู่
ที่งานอย่างเดียว
ผมเป็นคนหนึ่งที่มุมานะและขยันในเรื่องงานมากโดยเริ่ม
ต้นจากไม่มีอะไร จนกระทั่งประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับมาก
แต่ด้วย ภาระความรับผิดชอบที่สูงทำให้ผมไม่มีเวลา
จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้คิดว่า ทำไมผมต้องเอาทั้งหมดของชีวิต
มาแลกกับงาน แลกกับเงินไม่กี่แสนบาท แล้วทำให้ผมไม่มี
เวลาแสวงหาความเป็นจริงและความสุขที่แท้จริงของชีวิต ซึ่ง
ถ้าทำแต่งานแล้วมีเพียงเงินเยอะๆ จะทำไปเพื่ออะไร มีเงิน
เยอะมีทุกอย่างพร้อมก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุข
เพราะการทำมาหากิน การเลี้ยงชีพเป็นเพียงเป้าหมายเพื่อ
เลี้ยงชีวิต แต่ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตในการเกิดมาเป็น
มนุษย์
อยู่ให
ล
๑๖
kalyanamitra.org