ข้อความต้นฉบับในหน้า
วันประกาศศึก
จากหลักฐานในพระธรรมเทศนา พอจะคำนวณช่วงเวลาที่หลวงปู่เริ่ม
ทำวิชชา ได้ดังนี้
วันทีเดียว
ในเทศนาเรื่อง ขันธปริตร ท่านบอกว่า กลางเดือน ๔ ครบ ๒๓ ปีเต็มเดือนเต็ม
วันเข้าพรรษา คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันต่อจากวันอาสาฬหบูชา
ซงคอ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
การนับเดือนนั้นจะเริ่มจากขึ้น ๑ ค่ำ ไปจนถึงแรม ๑๔, ๑๕ ค่ำ จึงหมดเดือน
กลางเดือน ๘ ที่หลวงปู่พูดถึงจึงเป็นวันเข้าพรรษา
ถ้าคิดว่ากลางเดือน ๔ คือวันเข้าพรรษา วันนั้นก็จะเป็นวันเริ่มทำวิชชาของ
หลวงปู่วัดปากนํ้า
๓
ในเทศนาเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตร ท่านบอกว่า ๒๓ ปี ออกพรรษานี้ก็ ๓ เดือน
เต็มละ ซึ่งก็คือวันเข้าพรรษา เป็นวันที่หลวงปู่เริ่มทำวิชชา เพราะเข้าพรรษาเริ่มแรม
๑ ค่ำ เดือน ๔ และออกพรรษาเมื่อแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ รวมระยะเวลา ๓ เดือนเต็ม
จึงพอจะคำนวณได้ว่า วันเข้าพรรษาของปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งตรงกับเดือน กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นวันที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ประกาศศึกเริ่มทำวิชชา
วันที่เริ่มทําวิชชาเป็นวันสำคัญยิ่ง เป็นวันที่หลวงปู่วัดปากน้ำเริ่มรวมทีมสู้
อย่างจริงจัง ซึ่งจะแบ่งผู้ทำวิชชา เป็น ๒ ผลัด ๆ ละ 5 ชั่วโมง นั่งสมาธิติดต่อกัน 5
ชั่วโมง พัก 5 ชั่วโมง แล้วมานั่งอีก 5 ชั่วโมง พัก 5 ชั่วโมง อย่างนี้ เหมือนการ
ทํางานเป็นกะของโรงงานท่านจึงเรียกว่าโรงงานทำวิชชา ปฏิบัติงานทางจิตนี้ ๒๔
๖
ชั่วโมง ไม่ได้หยุดกันเลย
ดังนั้น ในเมื่อการทําวิชชาเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยากเช่นนี้ ผู้ที่สนับสนุน
และสร้างเหตุให้สิ่งที่ยากและสิ่งที่สำคัญสูงสุดบังเกิดขึ้นได้ง่ายนั้นก็จะได้รับอานิสงส์
คือ เราจะได้สิ่งต่างๆ ที่เราปรารถนาได้อย่างง่ายๆ คุณยายอาจารย์ท่านเคยกล่าว
ถึงสมัยที่ท่านสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมว่า แม้ตะปูตัว
เดียวหรือไม้สักแผ่น ก็ได้บุญเทียบได้กับฝนตกมาทั่วจักรวาล ดังนั้นการให้การ
สนับสนุนการบังเกิดขึ้นของการทำวิชชา ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะได้ผลบุญที่เกิดขึ้น
กับตัวของเราเองขนาดไหน เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างเหตุให้ตัวเราหลุดพ้น
จากกองทุกข์แล้ว ยังมีเจตนาบริสุทธิ์ที่กว้างใหญ่ ปรารถนาให้สรรพสัตว์และมวล
มนุษย์ทั้งหมดหลุดพ้นจากกองทุกข์นั้นด้วย ซึ่งก็คือวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญที่สุด
ที่เรายอมเหนื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ในหนทางการสร้างบารมีไปถึงที่สุดแห่งธรรม