ข้อความต้นฉบับในหน้า
...เนื่องจากการฝึกสมาธินั้น เป็นเรื่องของการตัดใจทิ้ง
เรื่องราวที่ไม่ควรจะคิดออกจากใจไปด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลา
ลูกเราไปเรียนหนังสือ เรื่องรกใจต่างๆ เขาก็จะตัดทิ้งออกไปจากใจ
ได้ การเรียนของลูกก็จะต้องดีขึ้นเป็นธรรมดา....
แต่ตรงนี้หลวงพ่ออยากจะให้ข้อคิดสะกิดใจไว้อีกนิดหนึ่งว่า อย่างไรก็ตาม การที่
เด็กจะตัดสินและตัดใจได้ดีขึ้น มีความสามารถที่จะอ่านหนังสือ จะทำการบ้านได้
ต่อเนื่องดีขึ้น ห้ามเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตัวของเขาเองว่าก่อนฝึก
เขาเป็นอย่างไร แล้วหลังฝึกดีขึ้นกว่าเดิมมากไหม อย่าไปตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อลูก
ของเราลงมือฝึกสมาธิแล้ว คงจะได้เป็นที่หนึ่งในห้องหรืออะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้น
ผิด เพราะว่าเอาตัวของลูกไปเปรียบกับคนอื่น ซึ่งคนอื่นบางคนเขาอาจจะมีสมาธิติดตัว
ข้ามภพข้ามชาติมาเยอะ คือแม้เขาไม่ได้ฝึก แต่ใจเขาก็เป็นสมาธิมากกว่าลูกของเรามาตั้ง
แต่เล็กแล้ว ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี อย่าตั้งความหวังผิดๆ เดี๋ยวจะผิดหวัง
แต่ว่าเมื่อเราฝึกลูกของเราให้ทำสมาธิจนเคย เราพอจะหวังได้ทีเดียวว่า ลูกเรา
อย่างไรก็เรียนดีขึ้น แล้วจะเป็นคนดีขึ้น ดีในที่นี้ก็คือ มีจิตใจสงบเยือกเย็น เรียนอาจจะ
ไม่ได้ท็อป แต่ความสงบเยือกเย็นเป็นต้องยอมรับกันทั้งบ้านทั้งเมืองขึ้นมาทีเดียว ถ้าเขา
ได้ปูพื้นฐานในเรื่องของการฝึกสมาธิมาตั้งแต่ต้น ความอดทนของเขาจะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะ
อดทนต่อการกระทบกระทั่ง อดทนต่อความยั่วเย้า เย้ายวนต่างๆ อดทนที่จะทำการบ้าน
อดทนที่จะอ่านหนังสือค้นคว้าตำรับตำราได้นานๆ ซึ่งจากความอดทนตรงนี้ จะกลาย
เป็นความขยัน กลายเป็นความน่ารัก กลายเป็นความดีอีกต่างๆ นานาเกิดขึ้นแก่ลูก
ของเรา ถ้าตรงนี้เราหวังได้ทีเดียว อย่างนี้หวังไม่ผิด แล้วเราก็เลยไม่ต้องไปผิดหวัง
เพราะฉะนั้นภาพตรงนี้ต้องชัดด้วย 2