การบวชและอานิสงส์ วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2558 ต้นทาง 478 เดือนเมษายน หน้า 57
หน้าที่ 57 / 178

สรุปเนื้อหา

ตั้งแต่เราได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสามเณร ญาติโยมทั้งหลายก็ปลื้มอกปลื้มใจว่า ลูกได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า ได้ใกล้ชิดพระสงฆ์แล้ว ได้เป็นผู้ประเสริฐ สมควรเคารพกราบไหว้ ได้แล้ว โยมก็จะเคารพเรา ปลื้มปีติในการบวชของเรา ยิ่งต่อมาบวชพระด้วยก็ยิ่งปลื้มปีติ มากขึ้น นี้คือประโยชน์หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการบวชที่ญาติโยมเขาได้รับ ส่วนตัวเราเอง ก็ให้ตั้งใจบวช สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ อย่าได้ท้อแท้ ท้อถอย หนักเอาเบาสู้ ไม่เห็นแก่ สนุกสนาน เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นไม่ต้องไปคำนึงถึง คนเราก่อนบวชเป็นอย่างหนึ่ง ทุกคนไป พระพุทธเจ้าของเราก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ประสูติมาแล้วก็อยู่ ในรั้วในวัง ทรงมีครอบครัว ทรงมีพระโอรส จนกระทั่งอายุ ๒๙ จึงออกบวช ออกบวชแล้ว ก็ไปศึกษากับครูบาอาจารย์จนกระทั่งได้ฌ

หัวข้อประเด็น

- การบวชและอานิสงส์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

Go ตั้งแต่เราได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นสามเณร ญาติโยมทั้งหลายก็ปลื้มอกปลื้มใจว่า ลูกได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า ได้ใกล้ชิดพระสงฆ์แล้ว ได้เป็นผู้ประเสริฐ สมควรเคารพกราบไหว้ ได้แล้ว โยมก็จะเคารพเรา ปลื้มปีติในการบวชของเรา ยิ่งต่อมาบวชพระด้วยก็ยิ่งปลื้มปีติ มากขึ้น นี้คือประโยชน์หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการบวชที่ญาติโยมเขาได้รับ ส่วนตัวเราเอง ก็ให้ตั้งใจบวช สร้างบุญสร้างบารมีให้เต็มที่ อย่าได้ท้อแท้ ท้อถอย หนักเอาเบาสู้ ไม่เห็นแก่ สนุกสนาน เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นไม่ต้องไปคำนึงถึง คนเราก่อนบวชเป็นอย่างหนึ่ง ทุกคนไป พระพุทธเจ้าของเราก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ประสูติมาแล้วก็อยู่ ในรั้วในวัง ทรงมีครอบครัว ทรงมีพระโอรส จนกระทั่งอายุ ๒๙ จึงออกบวช ออกบวชแล้ว ก็ไปศึกษากับครูบาอาจารย์จนกระทั่งได้ฌาน ได้สมาบัติ จนครูบาอาจารย์บอกว่า หมดความรู้แล้ว เพราะว่าการบวชในยุคนั้นได้สมาบัติ ๘ ก็คือฌาน ๔ ครบถ้วน ถือว่า ได้สิ่งที่สูงสุดแล้ว เรียกกันว่าได้บรรลุถึงระดับปรมาตมัน ปรมาตมันก็คือ ปรมัตตาหรือ อัตตาที่สูงสุด ถือว่าไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นแล้ว แต่พระพุทธเจ้าของเราทรงเห็นว่าไม่ใช่ จุดสูงสุดทีต้องการ จึงเสด็จออกบ่าเพ็ญเพียร ทรงอดอาหารจนกระทั่งเกือบสิ้นพระชนม์ และทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางอีกเหมือนกัน จึงทรงเสวยพระกระยาหาร ดูแลรักษาร่างกาย จนสมบูรณ์เหมือนเดิม แล้วปฏิบัติทางสายกลาง บำเพ็ญเพียรทางจิต ทำสมาธิ จนกระทั่งได้บรรลุอาสวักขยญาณ ได้ญาณสูงสุดที่กำจัดกิเลสได้ และได้อาโลกสัญญา ได้ความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ที่เรียกกันในยุคต่อมาว่าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ จึงทรงรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นั้นแสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงยอมรับว่า ทรงบำเพ็ญทางสายกลาง ได้บรรลุถึงปรมัตตาที่แท้จริง หรือปรมาตมันอย่างแท้จริง บรรลุพระนิพพานแท้จริง v ตอนหลังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะหมวดนี้กับพระปัญจวัคคีย์ เรียกกันว่า อนัตตลักขณสูตร คือ พระสูตรที่ว่าด้วยสิ่งที่เป็นอนัตตา ว่าปรมาตมันของพวกพราหมณ์ ที่ได้บรรลุมานั้นยังเป็นอนัตตา แต่สิ่งที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นตรงกันข้าม แม้พระองค์ไม่ได้ ตรัสว่าเป็นอัตตา แต่เป็นอันเข้าใจกันได้ว่า เมื่อไม่ทรงยอมรับว่าอย่างนั้นเป็นอัตตา แต่ เป็นอนัตตา ก็แสดงว่าของพระองค์เป็นอัตตา อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา เธอทั้งหลายบวชมา ถ้าหากว่าได้ศึกษาเล่าเรียนว่าอะไรเป็นอะไร ก็จะมีศรัทธาลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นการบวชสมัยโบราณจึงเรียกว่า “บวชเรียน” มีคำว่าเรียนต่อท้าย คำว่าบวช เรียน คือบวชแล้ว เรียนแล้วหรือยัง เรียนอะไร เรียนคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียนสิ่งที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงแนะนำสั่งสอน เรียนเรื่องที่ไม่ใช่ควรรู้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องรู้ อย่าง เรื่องพระวินัยเราต้องรู้ ไม่ใช่ควรรู้ เพราะว่าเราต้องประพฤติปฏิบัติตามเคร่งครัด เรื่องที่ ควรรู้ก็คือเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้ได้มากเท่าไรยิ่งดี แต่บางเรื่องที่รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้นั้น ก็คือเรื่องเกี่ยวกับธรรมะเหมือนกัน แต่ว่าธรรมะบางข้อ เราไม่รู้ ไม่ได้เรียนก็ไม่เป็นไร 55 เมษายน ๒๕๕๘ อยู่ในบุญ ๕๕
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More