ข้อความต้นฉบับในหน้า
๔๒
lil
หาข้อมูลเข้าอินเทอร์เน็ตไป ข้อมูลที่เป็นภาษา
อังกฤษมันก็เยอะเหลือเกิน บางคนอาจจะนึกว่า
เสียดาย นี่ถ้าเกิดตอนเรียนหนังสือ เราทุ่มเทภาษา
อังกฤษมากกว่านี้อีกสักหน่อย ให้พูดคุยกับฝรั่งได้
อีเมลได้ อ่านหนังสือข้อมูลภาษาอังกฤษได้ จะ
ช่วยเกื้อกูลการทํางานของเราเยอะเลย มานึกตอนนี้
ก็เริ่มพบว่าช้าไปหน่อย ๆ เสียดาย ๑๐ ปีก่อน ๒๐
ปีก่อนเราน่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ ถ้าเรา
คิดอย่างนี้เมื่อไรแสดงว่าช่วงที่ผ่านมาเรายังวางแผน
ชีวิตดีไม่พอ ถ้าตอนเรียนหนังสือเราชัดเจนเลยว่า
อนาคตเราจะเป็นนักธุรกิจระดับโลก มีการติดต่อ
ซื้อขายทำงานทำการข้ามชาติ แล้วต้องใช้ภาษา
อังกฤษ ถ้ารู้อย่างนี้เราคงทุ่มเทเรียนภาษาอังกฤษ
มากกว่านี้ เวลาเรียนในห้องเรียนก็ใช้เท่ากัน แต่
พอรู้ว่าจะต้องใช้ประโยชน์แน่ๆ ในอนาคต ความ
สนใจทุ่มเทจะต่างกัน เราจะใช้ชีวิตของเราในวัย
ศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น นี่คือความแตกต่าง
ระหว่างการมีเป้าหมาย มีการวางนาฬิกาชีวิตอย่าง
ดี กับยังไม่ได้วางไว้อย่างชัดเจน มันต่างกันอย่างนี้
บางท่านอาจจะนึกว่า แหมเสียดายพระ
อาจารย์มาบอกช้าไปหน่อย โยมตอนนี้ก็
๓๐-๔๐-๕๐
ไปแล้ว ถ้าย้อนเวลาไปได้มารู้เรื่องนี้ตอนอายุ
๑๐
กว่าก็จะเตรียมตัวอย่างดีหรอก คำตอบคือ ไม่มี
คำว่าช้าเกินไป อะไรที่ผ่านไปแล้วก็คือผ่านไป แต่
สำคัญว่า ณ จุดปัจจุบันจากนี้ไปเราจะทำอย่างไร
ต่างหาก
มีตัวอย่างหนึ่ง พวกเราไม่ทราบเคยคุ้นชื่อ
ของพระมหาเถระรูปหนึ่งในครั้งพุทธกาลหรือเปล่า
ท่านมีคุณูปการแก่พวกเรามาก พระเถระรูปนั้นคือ
พระมหากัสสปะ ท่านเป็นองค์ประธานในการ
สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑ ทำให้เกิดพระไตร
ปิฎกที่เราศึกษากันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ท่านออกบวช
อายุเท่าไรรู้ไหม ๘๐ ปี กว่าท่านจะได้ทราบว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้ว ตอนนั้นท่าน
อายุ ๔๐ ไปแล้ว มีครอบครัวไปแล้วด้วย แต่ก็ตั้งใจ
ประพฤติพรหมจรรย์กับแม่บ้านอย่างดีเลย พอ
ทราบข่าวว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วใน
โลก ท่านก็ออกบวชเดินทางรอนแรมดั้นด้นไปหา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ทรงทราบว่า
บุคคลผู้นี้อนาคตจะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับ
พระพุทธศาสนา เสด็จไปรับเลย แล้วประทานการ
บวชพิเศษเฉพาะองค์ องค์เดียว บวชอายุ ๔๐ แล้ว
ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม หลังพุทธปรินิพพานท่าน