ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฟุ่มเฟือยมากไป คือเที่ยวทุกคืน ดื่มพอมึนๆ
แต่อาศัยเข้าไปกินบรรยากาศ ฟังพวกเพื่อนที่
กินเหล้าคุยกัน ตอนนั้นมันรู้สึกสนุก บ้าๆ บอ ๆ
สะใจ หัวเราะกันได้ทั้งคืน บ่อยครั้งดื่มถึงเช้า
ค่อยแยกย้ายกันกลับ มันแปลกเหมือนกันที่
หมอเองเป็นผู้หญิงคนเดียวในเพื่อนผู้ชายกลุ่ม
ใหญ่ แต่หมอไม่รู้สึกกลัวอะไร กลับรู้สึกว่าการ
ทำแบบนี้เก๋มาก รู้สึกภูมิใจ เป็นการเข้าสังคม
ของกลุ่มพี่น้องหมอด้วยกัน...”
ก่อนหน้านั้นเธอเป็นคนห่างไกลศาสนา
มองไม่เห็นความจําเป็นว่าจะเข้ามาช่วยให้ชีวิต
สมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
ก็ดีอยู่แล้ว ทำบุญวันเกิดปีละครั้งตาม
ประเพณีก็น่าจะเพียงพอ จนกระทั่งเรียนจบหมอ
ได้มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช
ยิ่งทำให้เธอเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นไปอีก
“..คือตัวเองไม่ค่อยเชื่อว่า คนอย่าง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง ยิ่งเรียนสูติ ด้วย
เห็นเด็กคลอดมากี่คนๆ ก็ไม่เห็นใครจะ
สามารถเดินได้ ๗ ก้าว แบบนี้เป็นไปไม่ได้เลย
ยังนั่งคุยกับเพื่อนๆ เลยว่า สมัยก่อนคงมี
นักคิดที่เก่งมาก คิดจะจัดระเบียบทางสังคม
ขึ้นมา จึงแต่งเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้น แล้วใส่
ปาฏิหาริย์เพื่อเพิ่มความศรัทธาและน่าเชื่อถือ
ลงไป อะไรที่พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือจับ
ต้องไม่ได้ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า เราจะไม่เชื่อ”
เป็นความคิดที่หลายคนบนโลกใบนี้ เชื่อและ
คิดอย่างเธอ แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร...??
แต่แล้วในที่สุด วันร้ายคืนร้ายก็มาถึง
เธอล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ด้วยโรคหมอน
รองกระดูกแตก โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
ซึ่งเจ็บปวดทรมานมากถึงขั้นเดินไม่ได้
เธอ
ต้องเข้ารับการผ่าตัดและนอนพักฟื้นอย่าง
ยาวนาน ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังเพื่อบรรเทา
อาการปวด ก็ยังไม่หาย แม้แต่อาจารย์หมอที่
ว่าเก่งๆ ที่เชี่ยวชาญมากทั่วทั้งโรงพยาบาล
มารุมวินิจฉัยดูอาการ ก็ยังไม่มีใครรักษาเธอได้
“รักษามาทุกวิธีแล้ว จนรู้สึกท้อแท้หมด
หวัง เหมือนหมดหวังทุกอย่างในชีวิต กินยาก็
แพ้กินไม่ได้ ทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
น้ำหนักลดจาก ๔๗ กิโลฯ เหลือ ๔๒ กิโลฯ
ภายใน ๒-๓ วัน จนอาจารย์หมอมาพูดกับเรา
ว่า ให้ทนอย่างนี้อีก ๑๐ ปี ทนอีก ๑๐ ปีนะ
แล้วเราก็จะชินไปเอง” ได้ยินประโยคนี้ เรารับ
ไม่ได้ เลยหันกลับมาตั้งสติหยุดคิดว่า มันเกิด
อะไรขึ้นกับชีวิตหรือนี่..!! ผ่าตัดก็ไม่หาย ฉีดยา
เข้าช่องไขสันหลัง น้ำไขสันหลังก็รั่ว กินยาก็แพ้
อาจารย์หมอทุกคน เพื่อนหมอด้วยกันมารักษา
ดูอาการเราหมด เราก็ยังไม่หาย เราเองก็เป็น
หมอด้วย มันช่างไม่ตรงไปตรงมาเสียเลย
หมอเก่ง น่าจะรักษาหายก็กลับไม่หาย แล้ว
ทําไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับเรา ทําไม
ต้องเป็นเรา...”
วิชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ว่าแน่
วิชาหมอที่เธอเรียนมาเกือบ ๑๐ ปี แม้แต่
สาเหตุที่แท้จริงของการป่วยของเธอก็หาไม่
ซ้ำบอกกับเธอได้เพียงว่า ให้เธอทนรออีก
๑๐ ปี แล้วจะชินไปเอง
พบ
น่าจะมีเบื้องหน้า เบื้องหลังอะไร ที่ยิ่ง
ใหญ่มากกว่านี้ แล้ว งนั้นคุณคิดว่าคืออะไร
กันแน่
“ความรู้สึกเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ตอน
นั้นลดลงไปเลย เพราะเราสู้มาทุกทาง ใช้
เทคโนโลยีทีว่าทันสมัยทุกอย่างรักษามาหมด
อยู่ใน ) ๑๙
kalyanamitra.org