ข้อความต้นฉบับในหน้า
...พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามรวย ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงห้ามรวย ความจริงไม่ได้ห้าม ยิ่งกว่านั้นยังตรัสโทษของความจนอีกด้วย อยู่ทาง
โลกถ้าใครจน ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แม้การกู้หนี้ยืมสินก็เป็นทุกข์ กู้หนี้ยืมสินแล้วก็
ต้องจ่ายดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีดอกเบี้ยจะจ่าย ก็โดนทวง การโดน
ตามทวงก็เป็นทุกข์....
ก่อนอื่น คุณหนูต้องรู้นะว่าธรรมชาติของคน
โดยเฉพาะนักธุรกิจทั้งหลายในโลก เป้าหมายของเขา
เป้าหลักเลย คือ อยากรวย นี่เป้าหลัก แล้วพวกที่
รวยแล้ว ส่วนมากก็จะมีเป้าที่ ๒ ตามมาอีกด้วย คือ
อยากดัง อยากรวย อยากดังเป็นเรื่องหลักๆ ของ
นักธุรกิจเขา
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามรวย
ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
ห้ามรวย ความจริงไม่ได้ห้าม ยิ่งกว่านั้นยังตรัส
โทษของความจนอีกด้วย อยู่ทางโลกถ้าใครจน ก็
ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แม้การกู้หนี้ยืมสินก็เป็นทุกข์
กู้หนี้ยืมสินแล้วก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย จ่ายดอกเบี้ยก็
เป็นทุกข์ ถ้าไม่มีดอกเบี้ยจะจ่าย ก็โดนทวง การโดน
ตามทวงก็เป็นทุกข์ นี่เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้น
ทราบความจริงไว้ด้วยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ห้ามนักธุรกิจหรือใครทั้งหลาย
ในโลกรวยเลย
ยิ่งกว่านั้น ยังทรงสอนหัวใจเศรษฐีไว้ด้วย
ว่าถ้าใครอยากจะเป็นเศรษฐีละก็ พระองค์มีวิธีให้
ให้เป็นเศรษฐีทั้งชาตินี้ ทั้งชาติหน้าอีก ทรงสอนให้
รวยข้ามชาติทีเดียว แต่ว่าจนข้ามชาตินี่พระองค์
ไม่เคยสอน แต่ว่าที่พระองค์ทรงตำหนิ คือ ประเภท
รวยในทางที่ไม่ชอบ พูดง่ายๆ รวยด้วยมิจฉาอาชีวะ
อย่างนี้พระองค์ทรงตำหนิ เพราะว่าจะเป็นหนทาง
ให้ตกนรก จะเป็นหนทางให้ไม่สมหวัง คือพอหวัง
จะรวย แต่ว่าจะจนเสียก่อน นั่นก็อย่างหนึ่ง ถ้าไป
ประกอบมิจฉาอาชีวะ หรือรวยสมใจนึก แต่ว่าก็
ต้องร้อนใจในบั้นปลายชีวิต หรือถ้าไม่ร้อนใจใน
บั้นปลายชีวิต ก็ต้องไปตกนรกเอาเสียด้วยซ้ำ
ที่เรียกว่ามิจฉาอาชีวะเป็นอย่างไร ก็ตั้งแต่
ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ เช่น ค้าข้าทาส ค้ายาพิษ ค้า
ยาเสพติด ค้าสัตว์เอาไปฆ่า อย่างนี้เป็นมิจฉาอาชีวะ
รวมทั้งอาชีพต้องห้ามต่างๆ ในทางกฎหมาย
บ้านเมืองด้วย พระองค์ทรงเห็นโทษของการรวย
แบบชนิดผิดศีลผิดธรรมนั่นเองว่าจะทำให้เดือดร้อน
ทั้งชาตินี้ชาติหน้า จึงทรงห้าม
55