ข้อความต้นฉบับในหน้า
จึงถอดใจและได้แต่หวังอยู่ลึก ๆ ว่า "เดี๋ยวลูกเณร
คงจะได้คิดบ้างล่ะ นางจึงนิมนต์ให้ลูกเณรรออยู่ก่อน
แล้วรีบไปจัดอาหารที่สามเ
มเณรชอบมาถวาย อีกทั้ง
หลังฉันเสร็จก็นำผ้าจีวรเนื้อดีมาถวายอีกด้วย
น
ขณะนั้น นางยักษิณีอดีตมารดาได้เกิดความ
คิดถึงสามเณร ครั้นเล็งแลไปด้วยกำลังฤทธิ์ ได้รู้
ว่าลูกเณรสานุอยากลาสิกขา นางกลุ้มจนอยู่ไม่ติด
เพราะหากเณรสึกออกไปคงจะอายพวกเทวดาไม่กล้า
เข้าสมาคมอีก จึงรีบวิ่งไปขัดขวางไม่ยอมให้สึก
แล้วเข้าสิงร่างสามเณรทันที สามเณรล้มทั้งยืน
จากนั้นก็ตาเหลือกน้ำลายฟูมปากดิ้นไปดิ้นมา โยม
มารดาเห็นเข้าก็ตะโกนร้องให้คนช่วย นางกล่าว
คร่ำครวญร้องเสียงสั่นอย่างสงสารว่า “ข้าพเจ้าเคย
ได้ยินพระอรหันต์ท่านพูดว่า ใครก็ตามที่รักษา
อุโบสถศีล ประพฤติพรหมจรรย์ ยักษ์จะไม่มา
รังควาน แต่ว่าวันนี้ข้าพเจ้าเห็นอยู่นี้เองว่า ยักษ์ได้
มารังแกลูกสานุสามเณร
นางยักษิณีได้ตอบกลับว่า "ใช่แล้ว ยักษ์จะ
ไม่มารังแกผู้รักษาศีล ประพฤติพรหมจรรย์ หาก
สามเณรรู้สึกตัวเมื่อไร ขอฝากถ้อยค่านี้จากใจยักษ์
ทั้งหลายว่า ขอเณรอย่าได้ทำบาปในที่ลับหรือที่แจ้ง
และอย่าคิดสึกเด็ดขาด หากคิดจะทำหรือกำลังทำ
ก็ตาม แม้นเหาะได้ดังนกก็มิอาจหนีพ้นจากทุกข์
ได้เลย” เมื่อกล่าวจบก็ออกจากร่างสามเณรไป
พอสามเณรสานุรู้สึกตัวก็เห็นโยมมารดากำลัง
ร้องไห้สะอื้นและเห็นไทยมุงมากมาย จึงถามแบบ
งง ๆ ว่า “อยู่ดี ๆ ทำไมฉันถึงได้มานอนอยู่บนพื้น
ปกติคนเขาจะร้องไห้ถึงคนที่ตายไปแล้ว หรือไม่ก็
หายสาบสูญมิใช่หรือ แล้วพวกท่านร้องไห้ทำไม”
โยมมารดาจึงพูดให้สติว่า "ที่ลูกเณรพูดมานั้น
ก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ใครก็ตามที่หลีกจากกามคุณไปแล้ว
ยังคิดจะกลับไปหาใหม่ ผู้คนย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น
แหละ เพราะว่าถึงเขาจะมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนตาย
ไปแล้ว ลูกเณรเป็นผู้ถูกยกออกจากกองเถ้าร้อนระอุ
บ
.0
000000