ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชาวบ้านทั้งหลายจึงพากันกล่าวติเตียนว่า
ทำไมพระภิกษุซึ่งเป็นเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้
เที่ยวจาริกตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน
เที่ยวเดินเหยียบย่ำข้าวกล้าของชาวไร่ชาวนา
แล้วยังเหยียบสัตว์เล็กสัตว์น้อยตายไปเป็น
จำนวนมาก แม้พวกปริพาชก อัญญเดียรถีย์ ผู้เป็น
มิจฉาทิฐิยังพักอาศัยอยู่ประจําตลอดฤดูฝน หรือ
แม้แต่ฝูงนกก็ยังหางงอยู่บนยอดไม้ตลอดฤดูฝน
แต่พระภิกษุเหล่านี้กลับจาริกไปตลอดทุกฤดูกาล
นำความเดือดร้อนไปให้แก่ประชาชน และยังเป็น
อันตรายแก่ชีวิตสัตว์เล็กสัตว์น้อยอีกด้วย
เมื่อเหล่าภิกษุได้ยินชาวบ้านติเตียนเช่นนี้
จึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรง
บัญญัติพระวินัยให้ภิกษุทั้งหลายอยู่จำพรรษาเป็น
เวลา ๓ เดือน ภิกษุทั้งหลายต่างสงสัยว่าจะต้อง
จำพรรษาเมื่อใดหนอ จึงกราบทูลถามพระพุทธองค์
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า เราอนุญาตให้เข้าพรรษา
ในฤดูฝน
ภิกษุทั้งหลายก็สงสัยอีกว่า วันเข้าพรรษา
ในฤดูฝนเป็นวันไหนกันแน่ จึงพากันไปกราบทูล
ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธองค์จึงรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย
วันเข้าพรรษามีอยู่ ๒ วันด้วยกัน คือ วันเข้า
พรรษาต้นและวันเข้าพรรษาหลัง วันเข้าพรรษาต้น
๑
ได้แก่ วันที่ดวงจันทร์เสวยฤกษ์อาสาฬหะล่วงแล้ว
วัน ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน 6 วัน
เข้าพรรษาหลัง ได้แก่ วันที่ดวงจันทร์เสวยฤกษ์
อาสาฬหะล่วงแล้ว เดือน ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ
เดือน ๙ หากภิกษุรูปใดมาจำพรรษาในวัน
๑
เข้าพรรษาต้นไม่ทัน ก็สามารถเข้าจำพรรษาใน
วันเข้าพรรษาหลังได้
สัตตาหกรณียะ
(กิจที่ทรงอนุญาตให้ไปกลับภายใน 7 วัน)
ตลอดฤดูกาลแห่งการจ่าพรรษา
พระพุทธองค์ทรงห้ามพระภิกษุเที่ยวจาริกไป
ในสถานที่ต่าง ๆ ตลอดฤดูฝน ยกเว้นเมื่อมีเหตุ
จำเป็น ที่เรียกว่า “สัตตาหกรณียะ” จึงจะทรง
อนุญาตให้เดินทางในระหว่างพรรษาได้ โดยให้
กลับภายใน ๗ วัน
โอวาทวันเข้าพรรษา
พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
วันอังคารที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ อุโบสถ วัดพระธรรมกาย
วันนี้เราได้พร้อมใจกันอธิษฐานอยู่จำพรรษาที่วัดพระธรรมกาย สำหรับลูกพระลูกเณรที่บวช
มาก่อนหน้านี้แล้ว พรรษาปีนี้ก็ขอให้ดีกว่าพรรษาที่ผ่านมา ส่วนพระธรรมทายาทเพิ่งอยู่จำพรรษาปีนี้
เป็นปีแรก ก็ให้ตั้งใจอย่างมุ่งมั่น ไม่ใช่เพียงแค่รักษาธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น แต่ให้เป็นพรรษาที่เกิด
ประโยชน์สุขแก่ตัวเรา ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา และได้มาบวช มาอยู่
จําพรรษากันในครั้งนี้ ในพรรษาเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมต่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพราะไม่ร้อนเกินไป
และไม่หนาวเกินไป วัตถุประสงค์ของการบวชมีเพียงประการเดียวที่เป็นหลัก คือ การทำพระนิพพาน
ให้แจ้ง สลัดตนให้พ้นจากทุกข์ หรือพูดง่าย ๆ ก็เพื่อการบรรลุมรรคผล นิพพาน เช่นเดียวกับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นบวชแล้วก็ต้องมุ่งมั่นให้บรรลุวัตถุประสงค์
อย่างนี้ ดังนั้น ทุกอนุวินาทีภายในพรรษานี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตบรรพชิตของลูกพระ