การลดทิฐิมานะและการทำงาน วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2558 ต้นทาง 482 เดือนพฤษภาคม หน้า 91
หน้าที่ 91 / 189

สรุปเนื้อหา

เราเป็นถึงนักเรียนนอก พ่อแม่เราก็มีฐานะดี มีหน้ามีตา เราเองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียง ล้วนแต่เป็น ความคิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น ความจริงแล้วไม่ได้มีใครรู้จักเราเท่าไรนัก แต่ก็เข้าข้างตัวเองก่อนว่า ตัวเราสำคัญนัก ถ้าใครมาเห็นเราจัดรองเท้าก็จะดูถูกได้ หรือถ้าพ่อแม่มาเห็นเราทำอย่างนี้ ท่านคงจะเสียหน้า นึกไปกระทั่งว่า เจ้าของรองเท้าคู่นี้เป็นฮ่องกงฟุตหรือเปล่า เมื่อเอื้อมมือไปหยิบ รองเท้าคู่แรกนั้นมือมันหดกลับ ต้องจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ถึง ๓-๔ ครั้ง กว่าจะตัดใจหยิบรองเท้าขึ้นมา จัดได้ พอหยิบคู่แรกได้ มันก็ได้ตลอด ที่เหลืออีกกี่คู่ ๆ ก็จัดจนเรียบ จัดไปใจก็ฟูว่า วันนี้เรา หมดทิฐิมานะแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็รีบจัดให้เสร็จก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น กลัวใครเขาจะรู้ว่าเราจัด จะเป็น การเสียหน้า จัดเสร็จเรียบร้อยไม่

หัวข้อประเด็น

- การลดทิฐิมานะและการทำงาน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เราเป็นถึงนักเรียนนอก พ่อแม่เราก็มีฐานะดี มีหน้ามีตา เราเองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียง ล้วนแต่เป็น ความคิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น ความจริงแล้วไม่ได้มีใครรู้จักเราเท่าไรนัก แต่ก็เข้าข้างตัวเองก่อนว่า ตัวเราสำคัญนัก ถ้าใครมาเห็นเราจัดรองเท้าก็จะดูถูกได้ หรือถ้าพ่อแม่มาเห็นเราทำอย่างนี้ ท่านคงจะเสียหน้า นึกไปกระทั่งว่า เจ้าของรองเท้าคู่นี้เป็นฮ่องกงฟุตหรือเปล่า เมื่อเอื้อมมือไปหยิบ รองเท้าคู่แรกนั้นมือมันหดกลับ ต้องจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ถึง ๓-๔ ครั้ง กว่าจะตัดใจหยิบรองเท้าขึ้นมา จัดได้ พอหยิบคู่แรกได้ มันก็ได้ตลอด ที่เหลืออีกกี่คู่ ๆ ก็จัดจนเรียบ จัดไปใจก็ฟูว่า วันนี้เรา หมดทิฐิมานะแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ก็รีบจัดให้เสร็จก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้น กลัวใครเขาจะรู้ว่าเราจัด จะเป็น การเสียหน้า จัดเสร็จเรียบร้อยไม่กล้าให้ใครรู้ จนกระทั่งเขาเลิกนั่งสมาธิลงมาจากบ้าน เห็นรองเท้า วางเป็นระเบียบ ได้ยินเสียงเขาพูดกันว่า "แหม...ดีจังเลย วันนี้รองเท้าไม่เกลื่อน ไม่รู้ใครจัด ขออนุโมทนาด้วยนะ" พอหลวงพ่อได้ยินเขาอนุโมทนาก็รู้สึกใจฟูขึ้นมาทันที ตระหนักว่าเราทำถูกแล้ว แต่ก็ไม่กล้า แสดงตัวให้ใครรู้ว่าเป็นฝีมือเราเอง การหักมานะลดความถือตัวได้สำเร็จในคราวนั้นเป็นความภูมิใจ ของหลวงพ่อตลอดมา การที่คนเราจะไม่เลือกว่างานต่ำหรือสูง โดยอาศัยความบริสุทธิ์เป็นเกณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ ยาก ข้อนี้เป็นความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนอินเดีย คนอินเดียแม้เป็นขอทานแต่จะไม่ยอม ขโมย เพราะกลัวบาป ตรงกันข้ามกับคนไทย ยินดีจะปล้นเขากินแต่ไม่ยอมเป็นขอทาน อาชญากร ในเมืองไทยจึงมีมากกว่าในอินเดีย โดยเฉพาะอาชญากรวัยรุ่นที่ไปทำโจรกรรมกันนั้นไม่ใช่เป็น เพราะความยากจน แต่เพราะความฟุ่มเฟือย เลือกงาน ดูถูกว่างานนั้นไม่มีเกียรติ แต่ที่ไปขโมย เขากินกลับไม่ดูถูกตัวเอง ความมีทิฐิมานะถือตัวอย่างไม่เข้าท่าด้วยการดูถูกงานเช่นนี้ ทำให้ คนไทยต้องตกงานกันมาก ไม่ใช่ไม่มีงานทำ แต่เลือกงานเกินไป แล้วจะมาโยนความผิดให้รัฐบาล ก็ไม่ถูก ต้องตำหนิว่าขณะนี้คนไทยสอนลูกไม่เป็น สอนให้ลูกมีมิจฉาทิฐิ ดูถูกงาน นับว่าไม่ถูกต้อง ควรแก้ไขค่านิยมกันเสียใหม่ว่า งานใดที่บริสุทธิ์ ไม่ได้โกงเขา ไม่ได้ผิดศีล ต้องถือว่างานนั้นมีเกียรติ ถึงแม้จะเป็นงานขัดส้วมขัดห้องน้าก็ตาม เมื่อปีก่อน มีนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกผู้มีอันจะกิน อาจารย์เขา ส่งมาอบรมที่วัด พวกนี้มาวันแรกอบรมยากจนหลวงพ่อต้องขอใช้คำว่า "ดัดสันดาน" คือเมื่อมา ถึงวัด กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครสักคนที่จะยอมล้างจาน หลวงพ่อจึงถามเขาว่า "หนูทําไมไม่ล้างจานกันล่ะ" "หนูล้างไม่เป็น” “อ้าว! อยู่บ้านไม่เคยล้างเลยหรือ” “ไม่เคยค่ะ” “แล้วใครล้างล่ะ” “คนใช้ล้างให้” พฤษภาคม ๒๕๕๘ อยู่ในบุญ ๘๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More