ข้อความต้นฉบับในหน้า
มโนปณิธานของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
หลวงปู่วัดปากนํ้า ภาษีเจริญ
หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 500 ปี วิชชาธรรมกายที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบได้
เลือนหายไป จนกระทั่งมีภิกษุรูปหนึ่งเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มุ่งมั่นต่อธรรมปฏิบัติ จนกระทั่งค้นพบวิชชา
ธรรมกายที่หายสาบสูญไปขึ้นมาใหม่ และได้พร่ำสอนมนุษย์ให้เข้าถึงหลักแห่งการพ้นทุกข์
แต่ทว่า ภิกษุรูปนี้มีใจปรารถนาไม่ใช่เพื่อจะไปนิพพานเพียงรูปเดียว หรือช่วยสรรพสัตว์ไปเพียงส่วนหนึ่ง
เท่านั้น แต่ท่านได้ตั้งมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ว่า จะขอขนสรรพสัตว์ไปให้หมดทั้งภพ 3 ทุกภพ ทุกจักรวาล
และขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย
ด้วยมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่นี้เอง ทำให้ท่านต้องแก้โจทย์ที่ยากและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยท่าน
ต้องคิดว่า จะใช้วิธีการใด ถึงจะทำให้ตัวท่านและสรรพสัตว์ทั้งหมดทั้งมวลพ้นจากภพ 3 และจะต้องทำอย่างไร
ถึงจะรื้อวัฏสงสาร เพื่อไม่ให้มนุษย์ทุกคนกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก!!!
ค้นพบวิชชาธรรมกาย
ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าตรงนี้เอง ทำให้หลวงปู่ท่านจริงจังกับธรรมปฏิบัติอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
คือ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ปี พ.ศ. 2460 ท่านเข้าไปนั่งสมาธิ ณ วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง ซึ่งก่อนที่ท่าน
จะนั่งก็ได้บอกกับเพื่อนภิกษุด้วยกันว่า “จะตายก็ตายเถิด ปล่อยให้ได้นั่งตามใจชอบเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรม
อะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” เพราะท่านได้ตั้งสัจจา
ธิษฐานว่า ถ้ายังไม่เห็นธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็น จะไม่ยอมลุกจากที่ไปจนตลอดชีวิต คือ จะ
ขอยอมตายตรงนั้น...
อีกทั้งท่านยังได้ตั้งจิตกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอให้พระองค์ทรงเมตตา โปรดประทานธรรม
ที่พระองค์ตรัสรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ยินดี ถ้าหากบรรลุธรรมแล้วจักเกิด
โทษแก่พระศาสนา ก็อย่าได้ทรงประทานเลย แต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้ว ขอได้โปรดประทาน
แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต” ในที่สุดท่านก็ได้
บรรลุธรรม เข้าถึงพระธรรมกายในคืนนั้นเอง
57