ข้อความต้นฉบับในหน้า
G'S
๖๔
๑.
ปกครองดูแลของพระอุปัชฌายาจารย์ โดยมีหน้าที่หลักอยู่ที่การศึกษาพระธรรมวินัยอย่าง
เคร่งครัด เพื่อป้องกันรักษาตัวเอง มากกว่าเทศน์สอนผู้อื่น เรียกกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า
“พระใหม่” หรือ “พระนักเรียน” พระพุทธองค์ทรงให้โอวาทที่เหมาะแก่พระนักเรียนไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ฟังธรรมโดยเคารพ ๒. เรียนธรรมโดยเคารพ
๓. ทรงจำธรรมโดยเคารพ ๔. ใคร่ครวญอรรถแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วโดยเคารพ
๕. รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น
ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม” ดังนั้น การปฏิบัติตามพระบรมพุทโธวาททั้ง ๕ ประการ
นี้ แม้พระภิกษุเพิ่งจะบวชใหม่ได้ไม่นานนัก ก็ย่อมสามารถช่วยให้วัด ช่วยให้พระพุทธศาสนา
เจริญรุ่งเรืองได้ ญาติโยมเห็นพระใหม่ตั้งใจอบรมฝึกฝนตนเอง ก็มีกำลังใจที่จะถวายปัจจัย
เพื่อบำรุงพระ บำรุงวัด บำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป การศึกษา
พระธรรมวินัยของพระบวชใหม่ก็จะทำได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันญาติโยมก็จะรู้สึกว่า ปัจจัย
๔ ที่ตนน่ามาถวายบำารุงนั้น จะก่อให้เกิดบุญกุศลแก่ตนอย่างเต็มที่เต็มกำลัง จึงปรารถนา
จะถวายบำรุงอย่างต่อเนื่องด้วยความปีติยินดี
P
นี่คือ ความเคารพในธรรมของพระนวกะ ที่จะทำให้พระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา
ดำรงมั่นสืบต่อไปอีกนานแสนนาน
๕.๒ โอวาทสำหรับพระมัชฌิมะ
พระมัชฌิมะ คือ พระภิกษุที่มีอายุการบวชครบ ๕ พรรษาแล้ว แต่ยังไม่ถึง ๑๐ พรรษา
หากเป็นผู้ฉลาดก็ให้อยู่ได้โดยไม่ต้องถือนิสัย แต่หากเป็นผู้ไม่ฉลาดก็ยังต้องให้ถือนิสัย
อยู่กับอุปัชฌายาจารย์จนตลอดชีวิต หน้าที่หลักของพระมัชฌิมะคือ การศึกษาพระธรรมวินัย
การฝึกเทศน์สอนตัวเอง การฝึกเทศน์สอนผู้อื่น การขวนขวายแบ่งเบาภาระของหมู่คณะ
และพระอุปัชฌายาจารย์ มีคำเรียกพระมัชฌิมะให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “พระพี่เลี้ยง
๑.
พระภิกษุมัชฌิมะที่เป็นผู้ฉลาดในพระวินัย จะต้องมีคุณสมบัติครบ 5 ประการ ได้แก่
รู้จักอาบัติ ๒. รู้จักอนาบัติ ๓. รู้จักอาบัติเบา ๔. รู้จักอาบัติหนัก ๕. จำปาติโมกข์ทั้ง
สอง โดยพิสดารได้ดี จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยโดยสุตตะโดยอนุพยัญชนะได้ดี
5. มีพรรษาครบ ๕ หรือมีพรรษาเกิน ๕ พระมัชฌิมะที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้รู้จัก
ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ตามพระธรรมวินัยของสงฆ์ ย่อมไม่ทำความลำบากให้กับพระอุปัชฌา
ยาจารย์ เพราะสามารถดูแลรักษาตนเองให้อยู่ในพระธรรมวินัยเสมอ จึงมีความพร้อมใน
การศึกษาค้นคว้าพระสัทธรรมสำหรับการฝึกเทศน์สอน มีความพร้อมในการเจริญภาวนา
เพื่อให้เกิดความชำนาญในการกำจัดอาสวกิเลสของตน เพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของ
พระอุปัชฌายาจารย์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลและยืนยาวต่อไปอีก
พระพุทธองค์ทรงให้โอวาทแก่พระพี่เลี้ยงหรือพระนักเทศน์ไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย
3 ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร, อง, ปญฺจก. ๒๒/๑๕๔/๒๕๓ (มจร.)
4 องค์ 5 แห่งภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย, วิ.ม. ๔/๑๐๔/๑๖๔ (มจร.)
5 ปาติโมกข์ทั้งสอง หมายถึง ภิกขุปาติโมกข์และภิกขุนีปาติโมกข์ (วิ.อ. ๓/๔๕/๕๐ (มมร.)