ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระมหาบุรุษเพียงแค่เห็นเทวทูต ก็ทรงรู้ทันที
ว่า โลกนี้คือที่รวมกองทุกข์อย่างมโหฬาร จึงแสวงหา
ความจริงของชีวิตเพื่อที่จะดับมันโดยแสวงหาความรู้
จากครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ เรื่อยมา จนสุดท้าย
ก็มาเรียนรู้ได้ด้วยพระองค์เองที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ท่าให้หมู่มารทนไม่ได้ กลัวว่าพระองค์จะหลุดจาก
กรอบของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงต้องรีบมาขัดขวาง
การตรัสรู้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ พอพระองค์ชนะ
หมู่มารผจญได้เรียบร้อย จิตก็ปลอดกังวลยิ่งกว่าเดิม
จึงสะดวกในการที่จะน้อมปล่อยจิตไปเพื่อวิชชา
อันได้แก่
๑
๓
ในยามแรก ทรงบรรลุวิชชาที่
บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติตนเอง
ในอดีตชาติได้ เป็นเหตุให้ทรงหยั่งรู้สังขารว่า เกิดจาก
การที่ธาตุสี่มารวมกันเป็นขันธ์ เป็นรูปกาย เป็นผล
ให้ทรงกำจัดความกำหนัดยินดี สิ้นเยื่อใยผูกพันใน
รูปกายที่ไม่จีรังยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นเหตุรักและเหตุยังได้
ในยามกลาง ทรงบรรลุวิชชาที่ 4
๒
จุตูปปาตญาณ คือ ทรงมองเห็นการเกิดและ
ตายของมวลสรรพสัตว์และภพภูมิต่างๆ เป็นเหตุให้
ทรงหยั่งรู้ว่าหมู่สัตว์ตกอยู่ใต้อำนาจกฎแห่งกรรม ที่
เป็นตัวแบ่งแยกให้สัตว์แตกต่างกัน มีสุขมีทุกข์ ดีเลว
ไม่เหมือนกัน เป็นผลทำให้ทรงกำจัดความยึดมั่นใน
ตัวตน คน สัตว์ สิ่งของได้
ในยามสุดท้าย ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓
อาสวักขยญาณ ประหารกิเลสได้หมดสิ้นเชื้อ
ไม่เหลือเศษ ทำให้ทรงหยั่งรู้ขันธ์ว่าเป็นเหตุและผล
สืบเนื่องติดต่อกันไป เหมือนโซ่ที่โยงเกี่ยวเป็นสาย
เดียวกัน ส่งผลให้กิเลสกะเทาะร่อนหลุดขาดกระเด็น
ออกหมด
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
แล้ว ความมหัศจรรย์หลายอย่างก็ได้บังเกิดขึ้น อาทิ
ดอกไม้ในหมื่นจักรวาลก็ผลิดอกออกรวงเบ่งบานไปทั่ว
ต้นไม้นานาชนิดก็ผลิดอกออกผล แม้โลกันตนรก
ที่ไม่เคยสว่างด้วยแสงสว่างใดๆ เลยก็กลับมีแสงแวบ
หนึ่งขึ้นมา เป็นต้น
44
หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงเข้าสมาบัติต่อ
เป็นเวลาอีก ๗ สัปดาห์ ที่เรียกว่า “เสวยวิมุตติสุข”
ซึ่งนอกจากจะเสวยสุขจากการตรัสรู้ธรรมแล้ว ยังเป็น
การเดี่ยวพระองค์ให้ลงลึกไปในธรรมที่ละเอียดลุ่มลีก
เพื่อขยายส่วนกว้างแห่งพระญาณยิ่งขึ้นไปอีก เป็น
การฝึกฝนเพิ่มเติมในด้านวิชาครู
ในสัปดาห์แรก ทรงพิจารณาเห็นตลอดซึ่งธรรม
ที่ชื่อว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ที่กล่าวถึงต้นเหตุแห่งทุกข์
ซึ่งเป็นผลพวงของอวิชชา เรื่อยมาจนมาถึงว่าเรา
เกิดในภพได้อย่างไร เมื่อทรงเห็นแจ้งธรรมเหล่านั้น
อย่างชัดเจน ก็ทรงมีความอิ่มเอิบปีติเบิกบานใน
พระหฤทัยยิ่งนัก
ล่วงมาสัปดาห์ที่ ๕ ทรงเป็นพิจารณาเห็นตลอด
พระอภิธรรมปิฎกที่ชื่อว่า "สมันตปัฏฐานอนันตชัย
อันละเอียดสุขุม ส่งผลให้เกิดมหาปีติแผ่ซาบซ่าน
พระฉัพพรรณรังสีไม่มีประมาณก็ผุดขึ้นแผ่ซ่านไป
ทะลุล้ำเทวโลกและพรหมโลก เป็นอันว่าทรงสำเร็จ
วิชาครูอย่างสมบูรณ์ในสัปดาห์นี้
นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ ซึ่งกว่า
จะมีวันนี้ได้ต้องเกิดจากการทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ตั้งแต่ชาติแรกจนถึงชาติสุดท้ายยาวนาน ๒๐ อสงไขย
กับเศษอีกแสนมหากัป
เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ทรงทำหน้าที่เป็นบรมครู
แนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ให้บรรลุธรรมตามมากมาย
นับไม่ถ้วน ทรงอาศัยมหากรุณาอันไม่มีประมาณ
เสด็จจาริกไปตามแว่นแคว้นต่างๆ เพื่อโปรดหมู่สัตว์
โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง แม้เวลาเพียง ๔๕ พรรษา
แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่พระองค์ได้ทรงคุ้มครอง
ชีวิตสรรพสัตว์ทุกภพภูมิทั้งมนุษย์และเทวดา และ
นําไปสู่การหลุดพ้นจากกรอบแห่งมารได้สําเร็จ