การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ วารสารอยู่ในบุญ ปี 2551 ฉบับที่ 67 เดือนพฤษภาคม หน้า 7
หน้าที่ 7 / 95

สรุปเนื้อหา

พระมหาบุรุษเพียงแค่เห็นเทวทูต ก็ทรงรู้ทันที ว่า โลกนี้คือที่รวมกองทุกข์อย่างมโหฬาร จึงแสวงหา ความจริงของชีวิตเพื่อที่จะดับมันโดยแสวงหาความรู้ จากครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ เรื่อยมา จนสุดท้าย ก็มาเรียนรู้ได้ด้วยพระองค์เองที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ท่าให้หมู่มารทนไม่ได้ กลัวว่าพระองค์จะหลุดจาก กรอบของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงต้องรีบมาขัดขวาง การตรัสรู้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ พอพระองค์ชนะ หมู่มารผจญได้เรียบร้อย จิตก็ปลอดกังวลยิ่งกว่าเดิม จึงสะดวกในการที่จะน้อมปล่อยจิตไปเพื่อวิชชา อันได้แก่ ในยามแรก ทรงบรรลุวิชชาที่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติตนเอง ในอดีตชาติได้ เป็นเหตุให้ทรงหยั่งรู้สังขารว่า เกิดจาก การที่ธาตุสี่มารวมกันเป็นขันธ์ เป็นรูปกาย เป็นผล ให้ทรงกำจัดความกำหนัดยินดี สิ้นเยื่อใยผูกพันใน รูปก

หัวข้อประเด็น

- การตรัสรู้ของพระพุทธองค์

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พระมหาบุรุษเพียงแค่เห็นเทวทูต ก็ทรงรู้ทันที ว่า โลกนี้คือที่รวมกองทุกข์อย่างมโหฬาร จึงแสวงหา ความจริงของชีวิตเพื่อที่จะดับมันโดยแสวงหาความรู้ จากครูบาอาจารย์สำนักต่างๆ เรื่อยมา จนสุดท้าย ก็มาเรียนรู้ได้ด้วยพระองค์เองที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ท่าให้หมู่มารทนไม่ได้ กลัวว่าพระองค์จะหลุดจาก กรอบของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงต้องรีบมาขัดขวาง การตรัสรู้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ พอพระองค์ชนะ หมู่มารผจญได้เรียบร้อย จิตก็ปลอดกังวลยิ่งกว่าเดิม จึงสะดวกในการที่จะน้อมปล่อยจิตไปเพื่อวิชชา อันได้แก่ ๑ ๓ ในยามแรก ทรงบรรลุวิชชาที่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกชาติตนเอง ในอดีตชาติได้ เป็นเหตุให้ทรงหยั่งรู้สังขารว่า เกิดจาก การที่ธาตุสี่มารวมกันเป็นขันธ์ เป็นรูปกาย เป็นผล ให้ทรงกำจัดความกำหนัดยินดี สิ้นเยื่อใยผูกพันใน รูปกายที่ไม่จีรังยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นเหตุรักและเหตุยังได้ ในยามกลาง ทรงบรรลุวิชชาที่ 4 ๒ จุตูปปาตญาณ คือ ทรงมองเห็นการเกิดและ ตายของมวลสรรพสัตว์และภพภูมิต่างๆ เป็นเหตุให้ ทรงหยั่งรู้ว่าหมู่สัตว์ตกอยู่ใต้อำนาจกฎแห่งกรรม ที่ เป็นตัวแบ่งแยกให้สัตว์แตกต่างกัน มีสุขมีทุกข์ ดีเลว ไม่เหมือนกัน เป็นผลทำให้ทรงกำจัดความยึดมั่นใน ตัวตน คน สัตว์ สิ่งของได้ ในยามสุดท้าย ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ อาสวักขยญาณ ประหารกิเลสได้หมดสิ้นเชื้อ ไม่เหลือเศษ ทำให้ทรงหยั่งรู้ขันธ์ว่าเป็นเหตุและผล สืบเนื่องติดต่อกันไป เหมือนโซ่ที่โยงเกี่ยวเป็นสาย เดียวกัน ส่งผลให้กิเลสกะเทาะร่อนหลุดขาดกระเด็น ออกหมด เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้ว ความมหัศจรรย์หลายอย่างก็ได้บังเกิดขึ้น อาทิ ดอกไม้ในหมื่นจักรวาลก็ผลิดอกออกรวงเบ่งบานไปทั่ว ต้นไม้นานาชนิดก็ผลิดอกออกผล แม้โลกันตนรก ที่ไม่เคยสว่างด้วยแสงสว่างใดๆ เลยก็กลับมีแสงแวบ หนึ่งขึ้นมา เป็นต้น 44 หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงเข้าสมาบัติต่อ เป็นเวลาอีก ๗ สัปดาห์ ที่เรียกว่า “เสวยวิมุตติสุข” ซึ่งนอกจากจะเสวยสุขจากการตรัสรู้ธรรมแล้ว ยังเป็น การเดี่ยวพระองค์ให้ลงลึกไปในธรรมที่ละเอียดลุ่มลีก เพื่อขยายส่วนกว้างแห่งพระญาณยิ่งขึ้นไปอีก เป็น การฝึกฝนเพิ่มเติมในด้านวิชาครู ในสัปดาห์แรก ทรงพิจารณาเห็นตลอดซึ่งธรรม ที่ชื่อว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ที่กล่าวถึงต้นเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งเป็นผลพวงของอวิชชา เรื่อยมาจนมาถึงว่าเรา เกิดในภพได้อย่างไร เมื่อทรงเห็นแจ้งธรรมเหล่านั้น อย่างชัดเจน ก็ทรงมีความอิ่มเอิบปีติเบิกบานใน พระหฤทัยยิ่งนัก ล่วงมาสัปดาห์ที่ ๕ ทรงเป็นพิจารณาเห็นตลอด พระอภิธรรมปิฎกที่ชื่อว่า "สมันตปัฏฐานอนันตชัย อันละเอียดสุขุม ส่งผลให้เกิดมหาปีติแผ่ซาบซ่าน พระฉัพพรรณรังสีไม่มีประมาณก็ผุดขึ้นแผ่ซ่านไป ทะลุล้ำเทวโลกและพรหมโลก เป็นอันว่าทรงสำเร็จ วิชาครูอย่างสมบูรณ์ในสัปดาห์นี้ นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ ซึ่งกว่า จะมีวันนี้ได้ต้องเกิดจากการทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตั้งแต่ชาติแรกจนถึงชาติสุดท้ายยาวนาน ๒๐ อสงไขย กับเศษอีกแสนมหากัป เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ทรงทำหน้าที่เป็นบรมครู แนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ให้บรรลุธรรมตามมากมาย นับไม่ถ้วน ทรงอาศัยมหากรุณาอันไม่มีประมาณ เสด็จจาริกไปตามแว่นแคว้นต่างๆ เพื่อโปรดหมู่สัตว์ โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง แม้เวลาเพียง ๔๕ พรรษา แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่พระองค์ได้ทรงคุ้มครอง ชีวิตสรรพสัตว์ทุกภพภูมิทั้งมนุษย์และเทวดา และ นําไปสู่การหลุดพ้นจากกรอบแห่งมารได้สําเร็จ
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More