การบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา วารสารอยู่ในบุญ EU ปี 2557 ต้นทาง 453 เดือนกันยายน หน้า 13
หน้าที่ 13 / 172

สรุปเนื้อหา

เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นชาย ในชาติที่เกิดมาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ รับการบวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานการบวชให้ด้วย พระองค์เอง แต่ใครจะบวชแบบนี้ได้ต้องสั่งสม บุญบารมีมาในภพอดีตอย่างมหาศาลเลย พนมขึ้นกับอก แล้วบาตรก็จะถูกวางไว้ข้าง ๆ ซึ่งในบาตรจะมีบริขารต่าง ๆ เช่น เข็ม ด้าย มีดโกน ที่กรองนํ้า เป็นต้น และจากนั้นผู้บวช ก็ต้องไปปลงผม ห่มจีวร เป็นพระภิกษุที่ครองผ้า เรียบร้อยในลำดับต่อไป แต่ในกรณีที่ผู้บวชฟังธรรมจาก ทีเดียว อีกทั้งก่อนบวชก็ต้องบรรลุธรรมเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุอรหัตผล พระอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน ขึ้นไป และ เมื่อบรรลุแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องทรง ตรวจตราด้วยญาณทัสนะของพระองค์ก่อนว่า.. ผู้ที่จะบวชมีบุญจากการถวายบาตรและจีวร มามากพ

หัวข้อประเด็น

- การบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

เมื่อบารมีเต็มเปี่ยม หากเกิดเป็นชาย ในชาติที่เกิดมาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ รับการบวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานการบวชให้ด้วย พระองค์เอง แต่ใครจะบวชแบบนี้ได้ต้องสั่งสม บุญบารมีมาในภพอดีตอย่างมหาศาลเลย พนมขึ้นกับอก แล้วบาตรก็จะถูกวางไว้ข้าง ๆ ซึ่งในบาตรจะมีบริขารต่าง ๆ เช่น เข็ม ด้าย มีดโกน ที่กรองนํ้า เป็นต้น และจากนั้นผู้บวช ก็ต้องไปปลงผม ห่มจีวร เป็นพระภิกษุที่ครองผ้า เรียบร้อยในลำดับต่อไป แต่ในกรณีที่ผู้บวชฟังธรรมจาก ทีเดียว อีกทั้งก่อนบวชก็ต้องบรรลุธรรมเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุอรหัตผล พระอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน ขึ้นไป และ เมื่อบรรลุแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องทรง ตรวจตราด้วยญาณทัสนะของพระองค์ก่อนว่า.. ผู้ที่จะบวชมีบุญจากการถวายบาตรและจีวร มามากพอหรือไม่ เพราะการบวชแบบนี้ บาตร และจีวรจะเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ ซึ่งเทวดาจะเป็น ผู้มาเนรมิตให้ โดยอาศัยกำลังบุญของผู้บวช ถ้ากำลังบุญน้อย ผู้ที่เนรมิตก็จะเป็นเทวดา ระดับหัวหน้าเขต ถ้ามีกาลังบุญปานกลาง ผู้เนรมิตก็จะเป็นเทวดาระดับท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ แต่ถ้ามีกําลังบุญมาก ผู้เนรมิต ก็จะเป็นพรหมในชั้นพรหมโลกเลยทีเดียว ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจตรา ดูด้วยญาณทัสนะแล้วพบว่า ผู้บวชมีบุญจาก การถวายบาตรและจีวรมามากพอ (ในกรณีที่ ผู้บวชบรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไป แต่ยังไม่บรรลุอรหัตผล) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะประทานการบวชให้ โดยการเหยียด พระหัตถ์ขวาออกไป แล้วเปล่งพระสุรเสียงว่า "จงเป็นภิกษุมาเถิด เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกระทำาให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” และด้วยอานุภาพบุญก็จะบังเกิดองค์พระขนาด ใหญ่ เปล่งรัศมีเจิดจ้าสว่างไสวครอบคลุมร่าง ของผู้บวช ในขณะเดียวกัน ผ้าไตรจีวรก็จะลอย ลงมาจากอากาศ มาปรากฏอยู่ระหว่างมือที่ เมื่อได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุ อุปสัมปทา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะทรง เหยียดพระหัตถ์ขวาออกไป แล้วเปล่งพระสุรเสียง แต่ว่า "จงเป็นภิกษุมาเถิด” และด้วยอานุภาพบุญ จะบังเกิดองค์พระขนาดใหญ่หน้าตัก ๒๐ วา เปล่งรัศมีเจิดจ้าสว่างไสวครอบคลุมร่างของ ผู้บวช ซึ่งตามนุษย์จะมองไม่เห็น เพราะเป็น ของละเอียด จะเห็นก็เพียงแค่ความสว่างที่พรึบ ขึ้นมาเท่านั้น จากนั้นเส้นผมบนศีรษะก็จะสั้นลง จากคฤหัสถ์กลายเป็นเพศสมณะ ครองจีวรและ สะพายบาตรอันเป็นทิพย์ที่สำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ ทนท แต่ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจ ตราดูด้วยญาณทัสนะแล้วพบว่า ผู้นั้นไม่ได้ เคยถวายผ้าไตรจีวรบริขารมาเลย แม้บรรลุ อรหัตผลแล้ว ก็ต้องให้ไปแสวงหาผ้ามาทำจีวร ก่อน พระองค์ถึงจะประทานการบวชให้ เหมือน ในกรณีของ พระพาหิยะ ซึ่งไม่เคยมีบุญจาก การถวายผ้าไตรจีวรมาเลย ทำให้ระหว่างไปหา เศษผ้าจากกองขยะมาทำจีวร ได้เจอกับยักษิณี ที่เคยผูกเวรกันมาจากอดีตชาติเข้าสิงโค แม่ลูกอ่อน แล้ววิ่งมาขวิดท่านจนตายในทันที ฉะนั้น การทอดกฐินและถวายผ้าไตรจีวร จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ถวายไม่ได้ เพราะ สักวันหนึ่งในอนาคตหรือชาติใดชาติหนึ่ง กันยายน ๒๕๕๗ อยู่ในบุญ ๑๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More