ข้อความต้นฉบับในหน้า
บางครั้งเดินทางไปทำงานในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอีกแห่งหนึ่ง สามารถแวะทำธุระได้
อีกอย่าง แต่ทีแรกไม่ได้คิด ไม่ได้เตรียมการมา ก็เลยทำไม่ได้ เสียเที่ยวไปเปล่า ๆ แต่บางครั้งได้
เด็กที่รู้ใจมาคอยดูแลว่า หลวงพ่อจะไปทำงานอะไร เขารู้ระยะทาง รู้ระยะเวลา และรู้ความจำเป็น
มากน้อยทั้งหมด แล้วก็เตรียมงานต่าง ๆ ไปให้เสร็จสรรพ เพื่อแวะหรือเลยไปทํางานอื่นได้ด้วย ทั้ง
หยูกยา เครื่องอัดเทป วิดีโอ สไลด์ ฯลฯ บางทีหลวงพ่อเห็นเขาหอบพะรุงพะรังก็เอ็ดเอาเสียอีกว่า
จะเอาไปทําไมมากมาย เขาก็บอกว่า “เผื่อหลวงพ่อทำธุระตรงนี้เสร็จ อาจจะแวะไปตรงนั้นได้
เลยเตรียมมาให้ ถึงไม่ได้ใช้งานก็ไม่เป็นไร ไม่หนักหนาอะไร ผมหิ้วติดมือมาด้วย เพื่อจะได้ไม่
เสียเที่ยว” อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้เราคล่องตัวทำงานได้มาก ไม่ติดขัด ไอ้ชนิดที่สั่งหนึ่งได้แค่
จุดห้า จุดเจ็ด ละก็แย่หน่อย ก็ได้แต่ทนใช้งานกันไปอย่างนั้นเอง
การที่บุคคลจะได้บริวารอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเคยเจอปัญหา
มาแล้ว สมัยที่พระองค์ทรงประกาศพระศาสนาไปได้สัก ๑๕-๒๐ ปี คราวหนึ่งทรงเดินทางไปกับ
พระภิกษุผู้ติดตามอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ผ่านป่ามะม่วงร่มรื่นน่าแวะพักผ่อน แต่พระองค์ทรงมีกิจจะต้อง
เดินทางไปต่อ ทรงหยุดพักไม่ได้ พระภิกษุรูปที่ติดตามมาด้วยกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า
ป่ามะม่วงนี้ร่มรื่นดี ข้าพระพุทธเจ้าขอพักอยู่ที่นี่แหละ เพื่อเจริญภาวนา” พระพุทธองค์ทรงด้านว่า
“อย่าเลย ไปกับเราก่อนเถิด เราจะไปเทศน์ที่หมู่บ้านข้างหน้า” พระภิกษุทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่
ไปด้วยหรอกพระเจ้าข้า จะหาป่าร่มรื่นอย่างนี้ได้ที่ไหนอีก ข้าพระพุทธเจ้าขอนั่งท่าภาวนาอยู่ที่นี่แหละ"
แม้พระพุทธองค์จะทรงเอ่ยชวนอีกหลายครั้งก็ไม่ยอม กลับวางบาตรของพระองค์ลงกลางถนน
แล้วก็เข้าป่ามะม่วงไป พระพุทธองค์จึงต้องทรงถือบาตรไปเอง ตอนนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ
ประมาณ ๕๐-๕๕ พรรษา เมื่อจะเสด็จไปเทศน์ที่ไหนก็ทรงมีภารกิจหลายอย่าง เช่น ต้องประกาศ
ให้ชาวบ้านชาวเมืองรู้ว่าจะมีการเทศน์ที่ไหน เมื่อใด เรื่องอะไร และต้องนำของใช้ เช่น บาตร
ไปด้วย และยังต้องไปจัดอาสนะเอง ซึ่งนับว่าเป็นภาระยุ่งยากเกินไปสาหรับผู้สูงอายุเช่นพระองค์
ในที่สุดพระองค์จึงทรงเลือกพระอานนท์มาเป็นอุปัฏฐากคอยรับใช้ และเป็นเลขานุการส่วนพระองค์
ด้วย ถ้าเป็นในวงการทหารก็บอกว่าเป็นตำแหน่ง ทส. (ทหารคนสนิท) นั่นเอง
เมื่อพระอานนท์ได้เป็นพระอุปัฏฐากประจำก็ปฏิบัติภารกิจที่ทรงมอบหมายได้อย่างยอดเยี่ยม
จนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า จะหาพุทธอุปัฏฐากที่มีความสามารถเกินกว่าพระอานนท์
นั้นไม่ได้แล้ว งานประกาศพระศาสนาของพระองค์จึงรุดหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น
กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงได้พระอานนท์มาเป็นเลขาฯ หรือเป็นอุปัฏฐากส่วนพระองค์
ก็ทรงเจอเลขาฯ ประเภทไม่เป็นโล้เป็นพาย ทำให้พระองค์ต้องทรงลำบากลำบนเสียหลายครั้ง เช่น
คราวหนึ่งพระภิกษุรูปหนึ่ง ขณะร่วมทางไปกับพระองค์ดี ๆ พอไปได้ครึ่งทางกลับขอแยกไปทางอื่น
เสียนี่ ปล่อยให้ทรงถือบาตรไปเอง พระองค์ทรงห้ามถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่เชื่อ แยกทางไปจนได้ แล้วก็
ไปโดนโจรทุบหัวเอา วิ่งเลือดโชกมาทีเดียว ร้องว่า "พระพุทธเจ้าข้า รอด้วย ๆ โจรมันทุบหัว
ข้าพระพุทธเจ้า เจ็บเหลือเกิน” พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราบอกแล้วไงว่าอย่าไป” พระภิกษุนั้นกลับ
ตอบว่า “แล้วทำไมพระองค์ไม่บอกข้าพระพุทธเจ้าก่อนว่าไปแล้วจะโดนตีหัวแบบนี้
๘๖ อยู่ในบุญ กันยายน ๒๕๕๗