ข้อความต้นฉบับในหน้า
ซึ่งหลวงพ่อให้ข้อคิดกับเขาไปตั้งแต่เริ่มต้นว่า
๑) คนเหมือนกัน เกิดเป็นคนต่างก็มีคุณค่า
คนเราไม่ว่าจะนับถือศาสนาไหน เป็นชนชาติเผ่าพันธุ์อะไรก็ช่างเถิด เขาก็เป็นคน เราก็
เป็นคน แล้วก็มีองค์ประกอบเหมือน ๆ กัน คือ
.
มีกายที่ประกอบด้วยเลือดด้วยเนื้อเหมือนกัน
มีใจใส ๆ ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใจไม่ใส แล้วไม่ได้สร้างบุญมามากพอ ไม่ได้เกิดเป็นคนหรอก
ในโลกนี้ถ้าเราเทียบกันระหว่างจำนวนมนุษย์กับสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเทียบกันแล้วจํานวนมนุษย์
น้อยกว่าสัตว์ตั้งเยอะ อย่าว่าแต่เอามาเทียบกันทั้งโลกเลย เอาแค่เทียบที่บ้านตัวเอง จำนวนคน
ในบ้านต่อให้ครอบครัวใหญ่ก็มีไม่กี่สิบคน แต่เมื่อนับจำนวนสัตว์ในบ้านดู บางคนอาจจะบอกว่า
ที่บ้านไม่เลี้ยงสุนัข ไม่เลี้ยงแมว แล้วคุณเคยนับมดไหมว่าทั้งบ้านมีสักกี่ตัว จิ้งจกกี่ตัว ตุ๊กแกกี่ตัว
ยุงกี่ตัว แมลงต่างๆ กี่ตัว ถ้าอย่างนี้ก็จะเห็นได้ว่าระหว่างมนุษย์กับสัตว์เทียบสัดส่วนกันไม่ได้เลย
ไม่ว่าบ้านไหนสัตว์ก็มากกว่าคน ไม่ว่าในประเทศไหน ๆ สัตว์ก็ต้องมากกว่าคน หรือแม้กระทั่ง
ในโลกทั้งโลกนี้ สัตว์ก็มีมากกว่ามนุษย์ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย
ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ เมื่อเกิดมาแล้วอย่างไหนจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับตัวเอง สร้าง
คุณประโยชน์ให้กับโลกได้มากกว่ากัน ใครที่มีใจเป็นกลางก็ต้องมองเห็นว่า ถึงอย่างไรมนุษย์
ก็สร้างคุณประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับชาวโลก ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าสัตว์เป็นแน่แท้
ถามว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์กับการเกิดเป็นสัตว์ อย่างไหนจะโชคดีกว่ากัน? ถึงอย่างไรมนุษย์
ก็โชคดีกว่าสัตว์อย่างแน่นอน
การที่จะเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์ ขึ้นอยู่กับอะไร? ในศาสนาอื่นเขาบอกว่า ศาสดา
ของเขาสอนว่าใครจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ใครจะเกิดมาเป็นสัตว์ ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของ
ผู้สร้างโลกที่เขานับถือ
ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ทั้งคนและสัตว์มีส่วนที่เหมือนกัน
คือล้วนรักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน คนพูดภาษาสัตว์ไม่ได้ สัตว์ก็พูดภาษาคนไม่ได้ แต่ดูได้จาก
ลักษณะท่าทางของเขาก็รู้ว่า รักสุขแล้วเกลียดทุกข์เหมือนกัน
ในพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาทรงเป็นผู้ค้นพบความจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย ในการ
ค้นพบนั้น ทรงค้นพบจากการทำสมาธิ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทรงฝึกพระองค์อย่างนี้ ทรง
ทำสมาธิเพื่อทำให้ใจใส ๆ ส่วนระยะเวลาที่ฝึกก็ไม่ใช่แค่เป็นวัน ไม่ใช่แค่เป็นเดือน แต่ทรงฝึกสมาธิ
อย่างต่อเนื่องมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แม้ในชาติสุดท้ายก็ทรงฝึกนานหลายปี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างโดยอาศัยการท่าสมาธิให้ใจใส ๆ
พอใสแล้วใจจะสว่าง สว่างแล้วก็จะเห็นความจริง พระพุทธองค์ทรงพบว่า คนทุกคนนั้น ถึงคราว
ละโลกไปก็ยังมีชีวิตหลังความตาย ไม่ได้ตายแล้วสูญ ถ้าตั้งใจทำความดี ความดีที่ทำไว้ก็จะส่งผล
ให้เปลี่ยนตัวเองจากคนไปเป็นเทวดา นางฟ้า ไปอยู่ในภพภูมิใหม่ที่เป็นสุข ที่เรียกว่า สวรรค์ คนที่
ทำไม่ดี ตายแล้วก็ไม่สูญ แต่ว่าผลของความเลวจะส่งเขาไปอยู่ในภพภูมิที่เดือดร้อน ไปอยู่แล้ว
เป็นทุกข์ เรียกว่า นรก
กันยายน ๒๕๕๗ อยู่ในบุญ ๘๙