ข้อความต้นฉบับในหน้า
แต่ก็ไม่ออกปากว่าอย่างไร เขาจัดให้อย่างไร
ก็ฉันอย่างนั้น แต่พอกลับถึงวัดก็อาพาธนอน
ป่วยเป็นเดือน ๆ
นี้ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจทำบุญยังพลาด เพราะ
ฉะนั้นเวลานิมนต์พระมาฉันอาหารที่บ้านก็ดี
ตักบาตรให้พระก็ดี จัดอาหารรสพอสมควร ๆ
อย่าให้รสจัดนัก บางองค์สู้ไม่ได้จริง ๆ หรือไม่
อย่างนั้นก็ท่าน่าจิ้มรสจัดไว้ต่างหาก สําหรับ
องค์ที่ชอบฉันอาหารรสจัด ๆ
แล้วความเชื่อที่ว่า คนที่ตายไปแล้วชอบ
กินอาหารอะไรแล้วตักบาตรด้วยอาหารชนิดนั้น
ส่งไปให้ ขอให้รู้ด้วยว่า พระไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์
นะ เดี๋ยวผีพ่อชอบกินเหล้า จะเอาเหล้ามาถวาย
หลวงพ่อเสียอีก
เรื่องอาหารการกินของพระผู้ใหญ่สูงอายุ
ต้องระวังให้มาก เพราะถ้าไม่หนักหนาสาหัส
จริง ๆ ท่านจะไม่พูด ถวายอย่างไรก็ฉันอย่างนั้น
แล้วก็เลยทําให้ท่านลำาบากล่าบน บั่นทอนอายุ
ท่าน พวกเราช่วยเอาใจใส่ท่านด้วยก็แล้วกัน
ๆ
หลวงพ่อเองทั้ง ๆ ที่ระวังยังพลาด มีอยู่
คราวหนึ่ง ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธ
ชินวงศ์ ท่านเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ
องค์ที่เวลาอบรมธรรมทายาทของวัดเรา
ท่านก็เมตตารับเอาไปบวชให้ทุกปีนั่นแหละ
ท่านเป็นโรคเบาหวาน แต่เผอิญหลวงพ่อไม่ทราบ
วันนั้นท่านมาอบรมพระภิกษุที่วัด หลวงพ่อก็
ให้เขาจัดน่าอ้อยมาถวายท่าน เนื่องจากท่าน
ให้ความคุ้นเคย ก็เลยพูดแบบเอ็นดูว่า"นี้แกล้ง
ฆ่ากันนะนี่” แล้วก็อธิบายว่า ท่านฉันของหวาน
ไม่ได้หรอก เนื่องจากเป็นโรคเบาหวาน อย่าง
น้ำอ้อยนี้ฉันไม่ได้เลย ก็เลยจัดน้ำแข็งเปล่ามา
ถวายแทน เกือบไปแล้วไหมล่ะ นี้ถ้าเป็นองค์อื่น
ท่านเกรงใจเราฉันเข้าไปทั้ง ๆ ที่แสลงโรค คงแย่
ๆ
ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
ข้อ 5. "ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉัน
บิณฑบาตเราจักดูแลแต่ในบาตร"
นี้ก็เป็นมารยาทในการับประทานอาหาร
ทั่ว ๆ ไป เมื่อเด็ก ๆ โดนแม่ดีก็เรื่องอาหารนี้
แหละ
ๆ
หลวงพ่อเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
๒-๓ ปี ฉะนั้นจึงทันได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่
เกิดขึ้นในสมัยนั้น แล้วบ้านหลวงพ่อเองก็ประสบ
ภัยสงครามกับเขาด้วย ตอนนั้นญี่ปุ่นเข้ามายึด
เอาไร่และบ้านเพื่อทำเป็นค่ายทหารของเขา เรา
ก็เลยต้องอพยพ
ฐานะซึ่งแต่เดิมปานกลาง พอปุบปับถูกไล่
ออกจากบ้าน ต้องจากที่ทำกิน ก็จนกรอบ
ทรุดฮวบเลย อาหารการกินฝืดเคืองไปหมด
ขณะนั้นยังเป็นเด็ก พอเห็นเพื่อน ๆ ที่เขากลับ
จากโรงเรียนกินไอศกรีม กินนั่นกินนี่ ก็อยาก
กินกับเขาบ้าง แต่ไม่มีเงินซื้อ ด้วยความเป็นเด็ก
ก็อดมองเขากินไม่ได้
ๆ
การดูปากคนที่กำลังกินอาหารถือว่าเป็น
การเสียมารยาทอย่างแรง ผู้ใหญ่สมัยนั้นไม่ยอม
ปล่อยให้ลูกหลานมองใครกินอาหารเด็ดขาด
ที่บ้านโยมแม่ไม่ยอมให้ลูก ๆ มองปากใครกิน
ถ้าเห็นท่านตียับเลย ความที่ถูกเคี่ยวเข็ญมา
อย่างนั้น ต่อ ๆ มาก็ดีขึ้น โดนตี ๔-๕ หน
วันหลังเห็นใครกินอะไรไม่กล้ามอง ก้มหน้างุด
ไปเลย
ฉะนั้น พอโตขึ้นมาก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่ง
ว่า เรารู้จักพอ คือ ถูกฝึกให้สันโดษนั่นเอง เรา
มีฐานะอย่างไรก็พอใจอย่างนั้น นิสัยที่จะไป
อิจฉาใครก็เลยไม่มี อิจฉาตาร้อนใครไม่เป็น
เพราะเคยอดอาหารมาจนชินแล้ว ถึงลำบาก
ยากเย็นอย่างไรเราก็อยู่ได้
พฤษภาคม ๒๕๕๙ อยู่ในบุญ ๑๐๙