ข้อความต้นฉบับในหน้า
แบบที่ ๓ เรียกว่า ห่มดอง เป็นการห่มที่
รัดกุมทะมัดทะแมงมาก คือ ห่มคลุมไหล่ซ้าย
จนมาถึงปลายข้อศอก เปิดแขนขวา โดยปลาย
จีวรอยู่ใต้รักแร้ และพาดทับไหล่ซ้ายซึ่งมี
ผ้าสังฆาฏิพาดเฉียงยาวลงมาที่กลางอกทับไหล่
ซ้ายอีกทีหนึ่ง และผ้ารัดอกรัดอยู่เหนือเอว
ผูกขวาทับซ้ายและม้วนเป็นดอกบัว ใช้ห่ม
ขณะประกอบพิธีกรรมของสงฆ์ภายในวัด เช่น
ในพิธีบวช ฟังสวดปาฏิโมกข์ เป็นต้น และใน
พระวินัยก็กำาหนดให้พระธุดงค์ห่มจีวรแบบ
ห่มดอง
การห่มจีวรขณะอยู่วัด แม้ห่มคลุมไหล่
บ
ข้างเดียว ถือความสะดวกสบายพอสมควร ถึง
อย่างนั้นก็ต้องให้เรียบร้อย ไม่ปล่อยให้ย้วยหน้า
ย้วยหลัง คือ ให้ชายจีวรที่ห่มต่ำกว่าชายสบง
ที่นั่งเล็กน้อย และไม่ห่มเสียยาวย้วยลงไป
ลากดิน ไม่สั้นเต่อ ๆ ลอยเริดขึ้นมาจนเห็นสบง
โดยย่อ การนั่งเบื้องบนจะต้องปิดสะดือ
เบื้องล่างจะต้องปิดเข่าลงมาครึ่งแข้ง การห่ม
ต้องท่ามุมผ้าทั้งสองให้เสมอกัน และต้องไม่
ปล่อยให้ผ้าเลื้อยหน้าเลื้อยหลัง
จากธรรมเนียมของพระภิกษุ ภิกษุณี
กลายมาเป็นธรรมเนียมการนุ่งผ้าถุงของ
หญิงไทย "ตั้งแต่โบราณมาล้วนนั่งกันครึ่ง
หน้าแข้งทั้งนั้น” เพราะฉะนั้นคดีข่มขืนในสมัย
ปู่ย่าตายายของเราจึงไม่ค่อยมี
คนเราเริ่มเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ ๑๕-๑๖ ปี
เรื่อยมา เมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ควรพยายาม
นุ่งห่มให้สุภาพตามพระภิกษุ แม้เด็กเล็ก ๆ
ก็เช่นกัน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง จะให้มานั่ง
กระโปรงสั้นฟู ๆ ฟ้า ๆ เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไร
ก็ขอเตือนว่าไม่สมควร เพราะจะเพาะนิสัยชอบ
นั่งชั่วห่มชั่ว และเหมือนกับช่วยเร่งให้เด็กโต
เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินวัย
การเร่งให้เด็กมีร่างกายเติบโต สุขภาพ
พลานามัยแข็งแรงนั้นดีแล้ว แต่การเร่งให้เกิด
ความรู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว ๆ กลับไม่ดี
ก่อนจะอธิบายสาเหตุ ขอเท้าความหลังประกอบ
สักหน่อย
หลวงพ่อเกิดและโตในชนบท สมัยนั้น
น้าก๊อก น้ำประปาไม่มีใช้ จะอาบน้ำแต่ละที
ก็ต้องไปอาบที่แม่น้า ขออภัยเถิด ถอดเสื้อ
ถอดกางเกงได้ก็กระโดดน้ำเล่นกันตูม ๆ
สนุกดี อย่างที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เราเห็นกัน
ทุกวันนี้แหละ แก้ผ้ากระโดดกันมาจนกระทั่ง
อายุ ๑๔ ปี พอเริ่มจะเข้าอายุ ๑๕ ชักอาย จึง
นุ่งผ้าขาวม้าลงมาเล่นน้ำ
๗๒ อยู่ในบุญ ตุลาคม ๒๕๕๘